4 สถานที่เที่ยวเมืองมอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

อำเภอ สังขละบุรี  ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีที่มีมนต์เสน่ห์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเอกลักษณ์ความเป็นมอญ อันเกิดจากพื้นที่นี้มีชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญย้ายหลักแหล่งมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งอดีตถ่ายทอดออกมาเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน สถาปัตยกรรมและพุทธสถาน ทำให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มากมายในพื้นที่ ซึ่งมีมนต์เสน่ห์ชวนให้น่าค้นหาและสัมผัส

วันนี้เราจึงขอยกตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอสังขละบุรีในระดับไฮไลท์ที่มีความโดดเด่นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งมาฝากกัน ส่วนจะมีที่ไหนกันบ้าง นักท่องเที่ยวพันธุ์แท้อย่างคุณไม่ควรพลาดต้องตามไปดู

1.วัดวังก์วิเวการาม

ที่มา http://thai.tourismthailand.org

วัดวังก์วิเวการาม หรือชาวบ้านในพื้นที่เรียกขานกันว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ เนื่องมาจากวัดนี้เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ได้ร่วมกับชาวบ้านจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน วัดวังก์วิเวการามที่เห็นอยู่ในรูปเป็นวัดใหม่ ตัววัดเดิมนั้นจมอยู่ใต้น้ำในส่วนของเมืองบาดาล ขณะที่ตัววัดใหม่นี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ บนฝั่งไม่ไกลจากตัววัดเดิมมากนัก

วัดวังก์วิเวการามมีศิลปะแบบพม่า มีความโดดเด่นอยู่ที่เจดีย์พุทธคยาจำลองสีทองอร่ามตั้งตระหง่านสูงโยชน์ มีความสวยงามจนดึงดูดทุกสายตาของผู้มาสักการะกราบไหว้และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวสาร ไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้มาสักการบูชากราบไหว้กันอีกด้วย

ที่ตั้ง : หมู่ 2 ทางหลวงชนบท กาญจนบุรี 3024 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.

โทรศัพท์ : 034-595-422

เว็บไซต์ : thai.tourismthailand.org/สถานที่ท่องเที่ยว/วัดวังก์วิเวการาม-279


2.เมืองบาดาล (วัดใต้น้ำ)

เมืองบาดาล (วัดใต้น้ำ) หรือก็คือวัดวังก์วิเวการามแห่งแรกที่หลวงพ่ออุตตมะได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างขึ้น โดยเหตุแห่งการต้องย้ายวัดเกิดจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลมขึ้น ซึ่งทำให้บริเวณวัดนี้ถูกน้ำท่วมขังทำให้ต้องทำการย้ายวัดไปสร้างใหม่ โดยพื้นที่ของวัดเดิมนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำ 3 สาย อัน ได้แก่  แม่น้ำรันตี แม่น้ำซองกาเลียและแม่น้ำบีคลี่

อย่างไรก็ตาม แม้วัดเดิมจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก็กลับกลายเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะเวียนมาเที่ยวที่เมืองบาดาลหรือวัดใต้น้ำนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในเขื่อนจะลดระดับลงอย่างมากจนถึงพื้นดินเดิม นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือไปขึ้นฝั่งตรงโบสถ์ เที่ยวชมและถ่ายรูปบริเวณตัววัด ถ้าเป็นช่วงน้ำเต็มเขื่อน อาจจะมองเห็นแค่ยอดหอระฆังเท่านั้น

ปัจจุบันวัดใต้น้ำหลงเหลือไว้เพียงแค่ตัวโบสถ์ กำแพงด้านนอกตัวโบสถ์และหอระฆัง ขณะที่ภายในโบสถ์ยังพอมีภาพจิตรกรรมฝาผนังให้เห็นอยู่บ้าง ถือเป็นเสน่ห์น่าหลงไหลชวนให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปสัมผัสด้วยตาตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

ที่ตั้ง : ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

วิธีการเข้าชมและอัตราค่าเข้าชม : การเข้าชมเมืองบาดาล (วัดใต้น้ำ) นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือได้บริเวณสะพานมอญ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 600 บาท ติดต่อแพลุงเณร โทร. 089-221-2330, 034-595-360 ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00–18.00 น.



3.สะพานมอญ

สะพานมอญ หรือในชื่อทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ ถือเป็นสะพานไม้มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย เป็นสะพานยาวอันดับ 2 ของโลก คือ มีความยาวกว่า 850 เมตร เป็นสะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำซองกาเรีย ในอำเภอสังขละบุรี โดยหลวงพ่ออุตตมะและชุมชนชาวมอญ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2529 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2556 ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก พัดพาซุงขนาดใหญ่ไหลมาชนกับเสาสะพานจนเกิดหักกลาง แต่ด้วยความช่วยเหลือของทหารช่างกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ได้ร่วมกับชาวบ้านดำเนินการก่อสร้างใหม่จนแล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้อีกครั้งเมื่อ 18 ตุลาคม 2557 ทำให้สะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองสังขละบุรีแห่งนี้และเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ที่ตั้ง : หมู่ 2 ซอยสะพานไม้ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี


4.ด่านเจดีย์สามองค์

ด่านเจดีย์สามองค์ หรือแต่เดิมเรียกกันว่า หินสามกอง เนื่องจากเป็นเพียงกองหิน 3 กองที่วางซ้อนกันอยู่ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2432 พระศรีสุวรรณคีรี จะได้นำชาวบ้านจัดสร้างพระเจดีย์ขึ้นตรงจุดนี้ 3 องค์ สูงองค์ละ 6 เมตร แต่ละองค์ตั้งห่างกัน 6 เมตร โดยจากการขุดค้นศึกษาของกรมศิลปากรทำให้พบว่า ฐานรากของพระเจดีย์นั้น ได้พบฐานเจดีย์องค์เดิมอยู่ด้านใต้เจดีย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีอายุอยู่ในราวสมัยอยุธยาทำให้สันนิษฐานได้ว่าแต่เดิมก็มีพระเจดีย์ตั้งอยู่ตรงจุดนี้อยู่แล้ว ก่อนจะพังทลายไป ชาวบ้านจึงได้นำหินมาวางกองเรียงไว้ในตำแหน่งเดิมเพื่อเป็นการบูชา ก่อนจะได้รับการบูรณะจัดสร้างใหม่ในเวลาต่อมา

ด่านเจดีย์สามองค์ในอดีตเป็นช่องทางสำหรับเคลื่อนทัพของทั้งไทยและพม่า แต่ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นจุดเชื่อมต่อเขตแดนที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ เดินทางมาเยี่ยมชมและข้ามพรมแดนไปเที่ยวในฝั่งพม่าเป็นจำนวนมาก

ที่ตั้ง : สุดทางหลวงหมายเลข 323 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.

อัตราค่าเข้าชม : ฟรี

โทรศัพท์ : 034-590-105

เว็บไซต์ : thai.tourismthailand.org/สถานที่ท่องเที่ยว/ด่านเจดีย์สามองค์–282


ทั้ง 4 ที่นี้ก็คือสถานที่ท่องเที่ยวระดับไฮไลท์ของอำเภอสังขละบุรี ดินแดนชาวมอญในพื้นที่เขตแดนติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งทุก ๆ ที่ล้วนมีกลิ่นอาย มนต์เสน่ห์ชวนเดินทางไปท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองเป็นอย่างยิ่ง แต่ระวัง! ถ้าได้ไปเยือนแล้ว ระวังจะติดใจ ต้องไปซ้ำอีกหลาย ๆ รอบ

“เที่ยวเมืองไทย ต้องไปให้ได้ทุกที่”

4 สถานที่เที่ยวเมืองมอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ปีนเขาจอมทอง เดินทอดน่องสะพานไม้ เยือนเขื่อนใหญ่แห่งครบุรี

จังหวัดนครราชสีมา เรียกสั้นๆว่า “โคราช” มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เขาใหญ่ วังน้ำเขียว หรือเขายายเที่ยง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ กทม. ทำให้นักท่องเที่ยวจากเมืองหลวงแวะมาเยี่ยมเยียนเสมอ ถึงแม้จะมีวันหยุดไม่มากก็ตาม แต่วันนี้หนุ่มโคราชอย่างผมจะพาเที่ยวเมืองย่าโม ซึ่งไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวทั้ง 3 ที่กล่าวมา ในครั้งนี้จุดมุ่งหมายปลายทางอยู่อำเภอ ที่มีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง คุณก๊อท จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ หรือ จักรพรรณ์ อาบครบุรี นั้นก็คือ “อำเภอครบุรี” (ตั้งแต่เริ่มเขียนรีวิวท่องเที่ยวมา ยังไม่เคยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดที่ตัวเองโตขึ้นมาเลยนะเนี้ย)

“ครบุรี” มาจากคำเดิมคือ “สาครบุรี” แปลว่า “เมืองต้นน้ำหรือเมืองสายน้ำ” เพราะเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำมูล ทางตอนใต้ของเมืองติดกับเขตอุทยานแห่งชาติ “ทับลาน” ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” จากองค์การยูเนสโก (UNESCO) และป่าสงวนแห่งชาติป่าครบุรี

การเดินทางคร่าวๆ 2 วัน 1 คืน มีดังนี้

  • ปรางค์ครบุรี
  • วัดเขาจอมทอง
  • สะพานไม้ 100 ปี
  • พักครัวแพน้องกานต์
  • เขื่อนลำแชะ
  • หาดจอมทองเขื่อนลำมูลบน

เริ่มต้นกันที่ตัวเมือง แต่ก่อนออกเดินทางผมขอเติมคาเฟอีนสักแก้วที่ร้านกาแฟดังแห่งเมืองย่าโม่ “กาแฟฮูย่า” เจ้าถิ่นอย่างผมขอแนะนำเลยว่าต้องมา ช่วงนี้ร้านกำลังปรับปรุง พื้นที่จะแคบกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ลูกค้าไม่ได้น้อยลงเลยดูได้จากรถที่จอดรอกันเต็มหน้าร้าน ภายในร้านตกแต่งแบบจีน พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาสุภาพกันทุกคน ถ้าใครอยากรอในรถแค่บอกเลขทะเบียนรถ พนักงานก็จะนำไปส่งให้ ผมกลับมาบ้านทีไรก็ประทับใจในรสชาติและการบริการทุกครั้ง (พิกัด https://www.facebook.com/hooyacafe)

จุดหมายแรก “ปรางค์ครบุรี” ตำบลครบุรี โดยใช้เส้นทาง 304 แล้วเข้า 3002 ประมาณชั่วโมงหนึ่งก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ โรงเรียนบ้านครบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ปรางค์ครบุรี

https://goo.gl/5UVokB

ป.ล.มาเที่ยวโบราณสถานก็เที่ยวกันอย่างสร้างสรรค์ อย่าได้ปีนป่าย ขุด แคะ ขีด เขียน เลยนะครับ ช่วยกันดูแลรักษาสมบัติของชาติกันดีกว่าเนอะ


จุดหมายที่สอง “วัดเขาจอมทอง” ตำบลครบุรี ออกจากปรางค์ครบุรี มุ่งหน้าเข้าถนน 3115 ทางไปเขื่อนลำมูลบน (ใช้ google map นำทางได้ตลอดการเดินทางในครบุรี) ขับเข้ามาอีกประมาณ 7 กิโลเมตร จากป้ายทางเข้าเขื่อนลำมูลบนก็ถึงจุดหมาย บอกเลยว่าที่นี่นับเป็น “สถานที่ต้องห้ามพลาด” ของครบุรีเลยทีเดียว

วัดเขาจอมทอง (วัดสาขาที่ 123 วัดป่ากุง) หลวงปู่ศรี มหาวีโร

ที่มาของวัดเขาจอมทอง https://www.facebook.com/groups/watkoajomthong/permalink/1513152638726226/

ไฮไลท์ของที่นี่ก็จะมี

  • บ่อน้ำทิพย์
  • จุดชมวิวเขื่อนมูลบน (ตะวันสาดแสง)
  • รอยพระพุทธบาท
  • จุดชมวิวต้นน้ำมูล (ตะวันชิงพลบ)
  • ที่วางศิลาฤกษ์เจดีย์ศรีจอมทอง
  • พระพุทธชินราชจำลอง

เดินไปตามทางบันไดเลย จับราวไว้หน่อยก็ดีนะ
บ่อน้ำทิพย์ น้ำจะค่อยๆหยดลงมาจากหินด้านใน
จุดชมวิวแรก เป็นไงล่ะ?
อากาศบนนี้มันเย็นมากบอกเลย

ไม่กล้ายืน เสียว!!

การเดินขึ้นเขาก็ไม่ยาก เพราะมีการทำบันไดทางขึ้นไว้ให้อย่างสะดวก เดินไปตามบันไดทางขึ้นภูจอมทอง จุดแรกที่จะพบคือบ่อน้ำทิพย์ ซึ่งตอนนี้บ่อน้ำแห้งเกือบหมดแล้ว แต่ลองแวะไปอ่านประวัติของหลวงปู่ศรี มหาวีโร สักนิด จะทำให้เราเข้าใจความยากลำบากของคนในยุคก่อนเราได้ดี เทียบกับยุคสมัยของเราที่แสนจะสะดวกสบายไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็เดินขึ้นเขาต่อไปอีกนิดก็จะพบกับวิวหลักล้านเกินบรรยาย ภาพมุมสูงเหนือเขื่อนลำมูลบนที่ถูกแสงอาทิตย์สาดส่องสะท้อนผิวน้ำ แค่นี้ก็คุ้มค่าการเดินทางแล้วครับ เราเดินตามทางไปเรื่อยจนไปจบที่จุดสุดท้ายคือ ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ณ จุดนี้ จะพบร่องรอยอารยะธรรม ฮินดู-พราหม์ โบราณ อีกด้วย

ณ จุดนี้ ทำผมหงุดหงิดกับเศษกระดาษทิชชู่ก้อนใหญ่ที่ทิ้งไว้ต่อหน้าองค์พระพุทธชินราช ทั้งๆที่ถังขยะเหล็กใบใหญ่ 2 ถังก็อยู่ไม่ไกล เดินไม่ถึง 20 ก้าวก็ถึงแล้ว อยากให้นักท่องเที่ยวเลิกนิสัยมักง่าย ทิ้งไม่เลือกที่สักที (ไม่ดราม่านะครับ ผมเก็บไปทิ้งถังขยะให้แล้ว)

จริงๆแล้ว วัดเขาจอมทองกับหาดจอมทองอยู่ใกล้กันมาก แต่เนื่องผมลงจากเขาก็ 3 :30 โมงเย็นแล้ว กลัวเข้าที่พักมืดเลยมุ่งตรงไปสะพาน 100ปี ก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยกลับมานั่งชิล


จุดหมายที่สาม สะพานไม้ 100 ปีตำบลโคกกระชาย จากวัดเขาจอมทอง ขับเส้น 3115 แล้วเลี้ยวเข้า 4040 ก่อนถึงเขื่อนลำแชะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด แวบแรกที่เห็นสะพานไม้ทอดยาวผ่านท้องทุ่งนาสีเขียวอ่อน ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ช่างสวยบาดตาหนุ่มอำเภอเมืองอย่างผมนัก ความยาวของสะพานประมาณได้สัก 1 กิโลเมตร ผาดผ่านจากฝั่งนี้ของทุ่งนา ไปสุดอีกฝั่งหนึ่ง ถ้ามาตอนที่ข้าวเต็มทุ่งนะ บอกเลยครับฟินสุดๆ

ไปตามเส้นสีฟ้าเลย ไม่นานก็ถึง


จุดหมายที่สี่ ครัวแพน้องกานต์ตำบลโคกกระชาย ที่พักผ่อนริมเขื่อนลำแชะของผมคืนนี้ ตัวบ้านพักเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ 2 ชั้น ที่พักอยู่ชั้นบนมีทั้งหมด 3 ห้องนอน เป็นห้องพัดลม มีโถงกว้างอยู่ตรงกลางไว้นั่งเล่นรับลม ชมวิว ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมอยู่ชั้นล่างติดตัวบ้าน ใต้ถุนบ้านเป็นทั้งครัว และมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ไว้สำหรับนักท่องเที่ยทานอาหาร ภายนอกตัวบ้านมีซุ้มนั่งเล่น และที่นั่งทานอาหารชมวิวเขื่อน หรือใครไม่อยากทานบนบก ก็สามารถไปนั่งทานในน้ำได้ จะมีแพจอดอยู่ริมเขื่อนไว้บริการ

ผมใช้บริการอาหารเย็นและอาหารเช้าที่นี่ (อาหารเช้ารวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว) หลังอาหารเช้าผมมีโอกาสได้คุยกับคุณนกเจ้าของบ้านพัก เธอจึงได้เล่าเรื่องราวบ้านโคกกระชายให้ฟัง เธอบอกอีกว่าเธอมีกระชังเลี้ยงปลาทับทิมอยู่ 3 กระชัง จากเมื่อก่อน มีหลายสิบกระชัง เพราะทางกรมชมประทานที่ดูแลเขื่อนขอให้ชาวบ้านลดการเลี้ยงปลาลงเพราะต้องผันน้ำส่งเข้าไปในตัวเมือง ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าชาวบ้านที่นี่ต้องเสียสละเพื่อคนในอำเภอเมืองอย่างผมได้มีน้ำใช้สะดวกสบาย นอกจากนี้ทางอุทยานทับลานอยากให้มีการสนับสนุนให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อที่ชาวบ้านจะได้ลดการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ ทำสวนมันอีกด้วย

ราคาห้องพักรวมอาหารเช้า: 600 บาท/คืน อยากไปโทรเลย 085-491-19005


จุดหมายที่ห้า เขื่อนลำแชะ ตำบลโคกกระชาย ออกจากบ้านพักผมแวะไปชมความงามบนสันเขื่อนลำแชะ การมาเที่ยวเขื่อนลำแชะ มีกิจกรรมที่สามารถทำได้คือ ตกปลา ล่องแพ และมีน้ำตกขึ้นชื่อคือ “น้ำตกวังเต่า” (ผมว่าน่าจะเรียกแก่งมากกว่า คนที่นี่เรียกน้ำตก) ให้ได้ล่องแก่งอีกด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าไป เนื่องจากต้องเหมาเรือชาวบ้าน ซึ่งราคาบอกเลยราคาสูง ต้องมาเป็นกลุ่มหารกันถึงจะคุ้มหน่อย ผมเลยแค่ไปแชะภาพสันเขีื่อนแล้วเดินทางต่อ


จุดหมายสุดท้าย หาดจอมทอง เขื่อนลำมูลบนตำบลจรเข้หิน ก่อนกลับเข้าตัวเมือง ผมขอแวะทะเลน้ำจืดที่หาดจอมทองเป็นจุดสุดท้าย พอเลี้ยวรถเข้ามาในหาด ก็เห็นเต็นท์ผ้าใบกางเรียงรายบนริมหาดเหมือนทะเลบางแสน พัทยา ทีเดียว ริมถนนมีร้านอาหารให้เลือกใช้บริการมากมาย ริมหาดมีผู้คนลงเล่นน้ำกันสนุกสนาน โดยเฉพาะเหล่าเด็กน้อยทั้งหลาย เกาะห่วงยางเล่นน้ำกันเสียงดัง ผมไม่ค่อยถูกกับน้ำเท่าไรจึงขอปักหลักอยู่ที่เก้าอี้ชายหาด นั่งรับลมเย็น และสั่งอาหารมาทานเป็นมื้อกลางวันพอ


ครบุรี อำเภอใหญ่แห่งเมืองย่าโม ที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ทุ่งนา ภูเขา ป่าไม้ สายน้ำ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และวัดมากมายให้แวะชม นอกจากนี้ อำเภอครบุรียังเป็นที่ตั้งของโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ “น้ำตาลครบุรี” ซึ่ง จะเห็นรถบรรทุกขนาดใหญ่บรรทุกอ้อยเต็มคันเพื่อไปส่งยังโรงน้ำตาลแห่งนี้ นครราชสีมาไม่ได้มีดีแค่เขาใหญ่และวังน้ำเขียวนะครับ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ครบุรี ติดกับอุทยานแห่งชาติทับลาน แน่นอนว่าอากาศเย็นพอๆกับเขาใหญ่ การเดินทางจาก กทม. สามารถมาทางเส้นวังน้ำเขียวก็ได้ จะมานอนกางเต้นท์ นอนแพ ตกปลา รับรองเลยว่าชิลไม่แพ้ที่อื่นแน่ๆ ผมอยากฝากเมืองครบุรีแห่งนี้ไว้ให้พิจารณายามที่คิดจะมาเยือนโคราชในครั้งต่อไปด้วยนร้าาา



***ใกล้กับสะพาน 100 ปี มี “ผาสามเกลอ” ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จะรู้เพียงแค่ชาวบ้านแถวนั้น และบางคนที่เคยขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็น Unseen อีกแห่งของครบุรี ผมไปถึงแถวนั้นแต่ไม่มีโอกาสได้ขึ้น น่าเสียดายมาก ถ้าใครผ่านไปลองสอบถามข้อมูลจาก link นี้ได้เลย https://www.facebook.com/jeab.song ***

ปีนเขาจอมทอง เดินทอดน่องสะพานไม้ เยือนเขื่อนใหญ่แห่งครบุรี

5 จุด…ต้อง!!หยุดถ่ายในเหมืองปิล็อก

เมื่อนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติไม่ไกลกรุงเทพฯมากนัก อันดับต้นของคนส่วนใหญ่จะคิดถึงกาญจนบุรี จังหวัดทางภาคตะวันตกของประเทศไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ทั้งผืนป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาน้อยใหญ่ แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

ตำบลปิล็อก อยู่ในเขต อ.ทองผาภูมิ  เป็นพื้นที่ชายแดนไทยกับพม่ามีเขาตะนาวศรีกันแบ่งเขตแดน พื้นที่ของ ต.ปิล็อก เป็นป่าเขาสูง อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร มีหมู่บ้านในเขตการปกครองจำนวน 4 หมู่บ้าน และหนึ่งในหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวชอบไปมากที่สุดก็คือ “บ้านอีต่อง

ไม่ว่าจะเดินทางมาอย่างไร เมื่อมาถึงเหมืองปิล๊อก จุดที่ห้ามพลาดเข้าไปเยี่ยมเยียนหรือถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก คือ

เหมืองปิล็อก

1.หมู่บ้านอีต่อง เป็นแหล่งชุมชนขนาดเล็ก เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของคนสองสัญชาติ วิถีชีวิตเรียบง่าย บรรยากาศไม่วุ่นวายมักนัก ผู้คนยิ้มแย้ม และก็อากาศเย็นสบาย จึงเป็นจุดเช็คอินจุดแรกที่ต้องมาแชะภาพถ่ายรูปก่อน

2.จุดชมวิวเนินเสาธง เขตแนวเขารอยต่อระหว่างสองประเทศ ไทย-พม่า มีเสาธงของ 2 ประเทศตั้งอยู่ มีช่องเขาขาดซึ่งเป็นเส้นทางข้ามเขตแดนเข้าไปยังประเทศพม่า สามารถเดินผ่านช่องเขาขาดนี้ได้ แต่ไปได้ไม่ไกลมากนัก เพราะจะต้องได้รับอนุญาตให้ผ่านแดนเสียก่อน

3.เนินช้างศึก อีกหนึ่งจุดต้องหยุดถ่ายรูปและถือว่าเป็นไฮไลท์ของ “ปิล็อก” เนินช้างศึกเป็นพื้นที่เขตแดนไทย-พม่าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1000 กว่าเมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารเห็นหมู่บ้านอีต่องได้ทั้งหมดและยังมองเห็นวิวทิวทัศน์ของประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวนิยมมากางเต็นท์ ชมพระอาทิตย์ตกดิน สัมผัสหมอกในตอนเช้า

4.น้ำตกจ๊อกกระดิ่น น้ำตกชั้นเดียวที่พุ่งตรงมาจากเขาไม่สูงมากนัก เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งของ “ปิล๊อก” น้ำใส เย็นเฉียบ เห็นตัวปลา เหมาะแก่การเล่นน้ำเป็นอย่างมาก ใครอยากจะชิวๆ เดินจากปากทางเข้าไปถึงน้ำตกก็ทำได้ มีเจ้าหน้าที่ค่อยดูแลระหว่างทางเดินลงไปและไม่เสียค่าจอดรถ เสียแต่ค่าเข้าน้ำตก ขากลับบอกเลยเดินขึ้นเขานะ! คิดให้ดี

5.เหมืองแร่สมศักดิ์ หลายคนรู้จักในนาม “บ้านป้าเกล็น” เป็นเหมืองแร่ที่เลิกทำมาหลายสิบปีแล้ว ประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้บอกเลยว่าต้องเข้าไปศึกษา เพราะเป็นตำนานรักโรแมนติก ระหว่างหนุ่มชาวไทยกับสาวชาวออสซี่ จนกลายมาเป็น Forest Glade Home ไว้รองรับนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อน ศึกษาเหมืองแร่ บรรยากาศเงียบสงบและเย็นสบาย แนะนำว่าอย่าไปเอง ให้ติดต่อคนในหมู่บ้านพาไป เนื่องจากทางชันมาก ถ้าไม่ใช้ 4WD และเป็นคนในพื้นที่บอกเลย ขึ้นไม่ได้ เพราะถ้าติดอยู่ระหว่างทาง จะลำบากเอา เพราะสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี ติดต่อใครไม่ได้ ต้องรออย่างเดียวนะจ๊ะนะ(เหตุการณ์นี้เจอมากับตัวเอง ฮ่าๆๆ)

“ประสบการณ์บางอย่าง….ไม่สามารถหาได้ในตำราเรียน”

5 จุด…ต้อง!!หยุดถ่ายในเหมืองปิล็อก

นครศรีฯ คีรีวง เมืองเหงาเหงา ในวันฝนพร่ำ

จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีภูเขาและคาบสมุทรทั้งสองด้าน ทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมจากมหาสมุทรอินเดียและพายุหมุนเขตร้อนจากทะเลจีนใต้ ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลมนี้พัดผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกชุก (เครดิต http://www.nakhonsithammarat.go.th/air.php)

ก่อนเดินทางครั้งนี้มีข่าวน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย ผมเฝ้าตามข่าวว่าจะเกิดการปิดสนามบินแล้วต้องยกเลิกเที่ยวบินบ้างหรือไม่ แต่ยังโชคดีในวันที่ผมออกเดินทาง อุทกภัยในตัวจังหวัดเริ่มคลี่คลายแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสไปเยือน “นครอันงามสง่า แห่งพระราชาผู้ทรงธรรม

สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ พาผมบินจากดอนเมืองสู่นครศรีธรรมราชอย่างปลอดภัย แผนการของวันนี้คือผมจะไปค้างคืนที่คีรีวง 1 คืน ซึ่งวิธีที่จะไปคีรีวงที่ผมคิดออก มีอยู่ 2 วิธีคือ 1 เหมาลีมูซีนที่สนามบินตรงไปส่งที่คีรีวงเลย หรือ 2 จ้างลีมูซีนไปส่งที่ท่ารถสองแถวในตัวอำเภอ แล้วค่อยนั่งสองแถวไปคีรีวง ทายสิผมเลือกวิธีไหน? แน่นอนครับผมเลือกวิธีที่ 2 เพราะประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่า

ตรงประตูทางออกสนามบินจะมีเค้าท์เตอร์รถลีมูซีนพร้อมป้ายราคาแจกแจงไว้ว่าไปที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร  ผมนั่งจากสนามบินเข้าตัวเมืองในราคา 200 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเพราะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีได้ คนขับมาส่งที่ท่ารถสองแถวเพื่อไปคีรีวง ทำให้ผมสบายไม่ต้องเหนื่อยเดินหา ลงจากรถลีมูซีนผมก็โดดขึ้นรถสองแถวทันที ตั้งแต่เท้าเหยียบพื้นจังหวัดนครศรีฯ ฝนตกตลอดเวลา รวมทั้งขณะเดินทางมุ่งสู่คีรีวงด้วย

อัตราค่าโดยสารรถสองแถวจากในเมืองสู่ “คีรีวง”

คืนแรกแห่งเมืองนครศรีฯ ค้างแรมที่นี้แหละครับ

ภายในโฮมสเตย์ มีต้นเงาะให้ได้สอยกินด้วยนะ
Welcome Drink ของที่นี้เขาล่ะ

คุณลุงคนขับรถพาผมมาส่งถึงโฮมสเตย์ที่ผมติดต่อไว้ “เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์” โชคดีมากเพราะผมจะอยู่ที่นี่คนเดียวไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย (พี่สาวเจ้าของบ้านบอกว่า คนอื่นยกเลิกไปหมดเพราะข่าวน้ำท่วมจังหวัด) พี่สาวเจ้าของบ้านให้ผมเลือกนอนได้ตามใจ อยากพักห้องไหน เพราะว่างทุกห้อง ผมเดินสำรวจดูทุกห้องแล้วก็ตัดสินใจเลือกห้องหนึ่ง วางเป้เก็บของลงนอนเอนหลัง รอสักพักฝนก็หยุดตก ผมจึงเลือกจักรยานจากใต้ถุนบ้านออกไปปั่นสำรวจหมู่บ้าน พี่สาวบอกว่าให้ปั่นไปที่สะพานแขวนลวดสลิง ผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย แต่เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายครับ การปั่นจักรยานขึ้นเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร มันเหนื่อยมาก แต่วิวข้างทางก็ทำให้ผมเพลินจนลืมเหนื่อยเลยทีเดียว

หมู่บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่มากว่า 200 ปี เดิมชื่อ “บ้านขุนน้ำ” เนื่องจากที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้กับต้นน้ำของเขาหลวง แล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านคีรีวง” ตามชื่อวัดประจำหมู่บ้านที่สร้างขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านที่อยู่ในวงล้อมของขุนเขา” ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน

หมู่บ้านคีรีวง เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในฤดูท่องเที่ยวปกติมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนต่อวัน และถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จึงมีปัญหาเกิดขึ้นทั้งเรื่องของการจราจรติดขัดและปัญหาขยะที่ล้นหมู่บ้าน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในหมู่บ้านถึงวิธีการแก้ปัญหาเรื่องขยะที่มีมากจนก่อให้เกิดมลพิษทางสายต่อ ตามถังขยะที่วางไว้ตามจุดต่างๆ จะมีขยะล้นกองอยู่ที่พื้น เนื่องจากขยะมากับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทางชุมชนได้มีการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวนำขยะกลับไปด้วย มาเท่าไรเอากลับไปเท่านั้น ถังขยะที่เคยวางตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้านถูกเก็บออกไป มีการจัดตารางเก็บขยะระหว่างบ้านท่าชาย และบ้านท่าหา เมื่อถึงวันเก็บขยะ ชาวบ้านจึงนำถังขยะออกมาตั้งที่หน้าบ้าน มีป้ายประชาสัมพันธ์ติดตามที่ต่างๆ (ถ้าเข้ามาในหมู่บ้านจะเห็นป้ายเรื่องขยะถี่มาก) ณ วันที่ผมมาเยือนหมู่บ้านนี้ ไม่เห็นขยะที่เป็นปัญหาแล้ว ถังขยะแทบหาไม่เจอเลย ผมชื่นชมการจัดการแก้ปัญหาขยะอย่างจริงจังของคนในชุมชนนี้ เห็นได้ชัดว่าปัญหาขยะถูกนำมาเป็นนโยบายหลักของหมู่บ้าน เห็นได้จาก จุดชมวิวคลองสามสายมาบรรจบกัน จะมีถังขยะใบใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้พบเห็นได้ตระหนักถึงปัญหานี้

ไปไหนดีที่คีรีวง แนะนำกลุ่ม OTOP ต่างๆ และสวนผลไม้ตามฤดูกาล แต่ผมไม่มีโอกาสได้ไป จุดที่ผมจะแนะนำคือ

  • จุดแรก สะพานในตำนาน ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป นั่นคือ “สะพานบ้านคีรีวง” เป็นจุดที่ลำคลองสามสาย คือ คลองปง คลองท่าหา และคลองท่าชาย ไหลมารวมกันที่หน้าหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า “คลองท่าดี” (ชื่อเดิมคือ คลองขุนน้ำ)

  • จุดที่สอง ลำคลองหนานหินท่าหา ฤดูท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านมาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แต่ฤดูฝนเยี่ยงนี้ น้ำเยอะจนไม่กล้าเล่น

  • จุดที่สาม สะพานแขวน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินของหมู่บ้านคีรีวง สะพานไม้สั้นๆ เชื่อมสองฝั่งคลองท่าหาเข้าด้วยกัน ยืนบนสะพานชมวิวขุนเขาและสายน้ำ ฟินนัก

  • จุดที่สี่ “ร้านกาแฟเพียรชม” อันนี้แนะนำเลยครับ ข้ามสะพานแขวนแล้วเดินเลี้ยวขวาไปนิดหนึ่ง เป็นร้านกาแฟริมคลองเล็กๆ ดูอบอุ่น เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวน่ารัก ช่างเจรจา ผมป้อนคำถามเธอมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้าน เธอตอบกลับด้วยท่าทียิ้มแย้มและเป็นมิตร บอกเล่าเรื่องของชุมชนคีรีวงได้เป็นอย่างดี เธอต้อนรับผมด้วย ชาจีนหอมดอกมะลิ ชุ่มคอชื่นใจ แก้หนาวได้ดีนัก และตามมาด้วยชามะนาวหอมหวานกำลังดี มีเมนูทานเล่นอีกหลายอย่าง นอกจากนี้ชั้นบนของร้านกำลังจะเปิดเป็นห้องพัก ผมขออนุญาตเธอขึ้นไปชมห้องพัก ห้องขนาดกำลังดี มีห้องน้ำในตัว และมีระเบียงนั่งเล่นชมลำคลองได้ ถ้ามีโอกาสกลับมาอีกครั้งผมจะมาพักที่นี่แน่นอน
มื้อเย็นของผมสำหรับคืนแรก ฝนตกด้วยช่างฟินจริงๆ

มื้อเย็นวันนั้น ผมผูกปิ่นโตไว้กับโฮมสเตย์ เพราะอยากลองอาหารพื้นบ้านของที่นี่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง แกงส้มรสจัดจ้าน ปลาทอด น้ำพริกผักสด และผัดผักท้องถิ่น อร่อยจนพุงกาง ก่อนอาบน้ำพักผ่อน ผมต้องทำใจอยู่สักพักกว่าจะตักน้ำเย็นๆ ในโอ่งรดตัวได้ วิถีชาวบ้านแท้ๆ ต้องแบบนี้สิ


เช้าวันใหม่ ฝนยังคงตกต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืน แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผม จับจักรยานคู่ใจได้ ผมก็ปั่นไปเที่ยวตลาด จะไปดูวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นต้องมาตลาดเช้าครับ

  • จุดที่ห้า “ตลาดคีรีวง” เป็นตลาดเล็กๆ อยู่ริมถนนเส้นหลักของหมู่บ้านไม่ไกลจากสะพานคีรีวง มีทั้งของสดของแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน มีร้อยหมดร้อยครับ ของกินน่าทานทั้งนั้น ผมได้ลองสลัดแขกครั้งแรกในชีวิต

  • จุดที่หก สะพานข้ามคลองปง พ.ศ. 2560 เป็นสะพานปูนก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ อยู่ถัดจากจะพานคีรีวงไปอีกนิด ผมว่าตรงนี้จะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของหมู่บ้านเลยล่ะ

  • จุดที่เจ็ด จุดชมวิวคลองสามสาย ผมไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไรดี เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นคลองสามสายมาบรรจบกัน ท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก มีสัญลักษณ์การรณรงค์เรื่องขยะไว้เตือนใจ (ถังขยะใหญ่มาก)

คีรีวงช่วงหน้าฝน ดูเหงา เศร้า เงียบสงบ เหมาะสำหรับการหลบลี้ผู้คนมาพักผ่อน ผมลาจากคีรีวงด้วยรถสองแถวเหมือนขามา เพื่อเข้าตัวเมืองนครฯ ฝนยังคงตกอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดเม็ด ผมเข้าที่พักเกือบบ่าย 3 “วี เฮ้าส์ ณ คอน”


คืนที่สอง ณ “วี เฮ้าส์ ณ คอน”

เผ็ดแต่อร่อยบอกเลย!

วี เฮ้าส์ ณ คอน เป็นโรงแรม 2 ชั้นในตัวเมืองนครฯ ราคาหลักร้อย ห้องนอนกว้าง สะอาด ทำเลดีติดกับตลาดปิ่มเพชร หาของทานง่าย ผมพักที่นี่ 1 คืน พรุ่งนี้บ่ายก็บินกลับกรุงเทพฯ แล้ว บ่ายวันนี้ฝนก็ตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน ผมจึงเดินเที่ยวไปไม่ไกลโรงแรมนัก

  • ขนมจีน “ป้าเหนียง” ศาลาประตูหก ร้านขนมจีนธรรมดาๆ เป็นเต็นท์ผ้าใบตั้งอยู่หลังศาลาประตูหก แต่รสชาติไม่ธรรมดาครับ อร่อย และราคาถูกมาก จานละ 20 บาทเท่านั้น เครื่องเคียงมีให้เลือกหลายอย่างโดยไม่เสียเงินเพิ่ม ยกเว้นไข่ต้ม ตอนที่ผมไปทานเป็นช่วงเย็นมีแต่คนท้องถิ่นมาทานกันเต็มร้าน คงมีแต่ผมที่เป็นคนต่างถิ่น ผมจัดไป 2 จาน อิ่มแปล้ เดินแทบไม่ไหว
  • สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช ตั้งอยู่เยื้องกับศาลาประตูหก เป็นสวนสาธารณะ สำหรับเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาล มีรูปหล่อของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชประดิษฐานไว้อย่างสวยงาม ผมมาถึงตอนเย็นได้ทันเห็นพระอาทิตย์กำลังตกอยู่ด้านขวามือของรูปหล่อ เป็นภาพที่สวยงามมาก

ตามตำนานของนครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นปฐมกษัตริย์ต้นราชวงศ์ ปทุมวงศ์ แห่งอาณาจักร ตามพรลิงค์ ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช

  • กำแพงเมืองเก่า อยู่รอบสวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และฝั่งตรงข้าม
  • ศาลหลักเมือง เป็นอาคารสีขาว 5 หลัง สวยงามสง่ามากๆ ผมลองค้นข้อมูลดู เขาว่าเป็นการออกแบบให้คล้ายศิลปะสมัยศรีวิชัย หลังตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานของศาลหลักเมือง ส่วนอีก 4 หลังเป็นบริวารสี่ทิศ คือ ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระพรหมเมือง และศาลพรบันดาลเมือง
  • โรตีเมืองคอน ร้านดังๆ ผมไม่มีโอกาสได้ลอง แค่ร้านหน้าตลาดปิ่มเพชรในตอนหัวค่ำ ผมก็อร่อยไปทั้งคืนแล้ว
  • ร้านโกปี๊ ผมเลือกมาสาขาที่เทศบาลนครศรีธรรมาราช ช่วงสายของวันฝนตก คนไม่เต็มร้าน ยังมีที่นั่งว่างๆ ให้เลือกนั่งตามสบาย ขาหมูคือเมนูประทับใจผมที่สุด มันนุ่มเนียนลื่นลิ้น อย่างอื่นก็อร่อยครับ ไม่ผิดหวังที่เป็นร้านในตำนาน ผมเดินเล่นรอบร้านไปเจอจุดขายของที่ระลึก น่ารักน่าสอยมาเก็บมาก
  • วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชาวนครเรียกว่า วัดพระธาตุ มีโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทรงลังกา (เจดีย์ทรงเดิมเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย แต่พอเจดีย์เดิมทรุดโทรมลงจึงมีการสร้างเจดีย์รูปทรงปัจจุบันครอบไว้) มีจุดเด่นคือยอดเจดีย์เป็นทองคำแท้
ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ทำบุญที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขอให้ร่ำให้รวยเด้อ

สนามบินนครศรีฯ ขากลับมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ เค้าท์เตอร์บริการ Taxi meter แล้วนะครับ การเดินทางในเมืองนี้ ถ้าไม่เช่ารถขับ ก็สามารถใช้บริการแท็กซี่ได้ โดยต้องโทรเรียกเท่านั้น เพราะไม่มีแท็กซี่วิ่งไปมาเหมือนกรุงเทพ แต่ถ้าไม่เร่งรีบเกินไป แนะนำให้ใช้บริหารรถสองแถวแบบคนท้องถิ่นที่นี่ครับ

นครศรีฯ ในวันฝนพร่ำ ดูเหงาๆ แต่ก็เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างไปอีกแบบของผม เมืองดูเงียบสงบ นักท่องเที่ยวไม่ขวักไขว่ ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องแย่งชิง ดีต่อสุขภาพกายและใจ

“ความสุขสามารถถูกค้นพบ แม้ในเวลามืดมนที่สุดจนมองไม่เห็นใคร ถ้าเพียงแค่รู้จักเปิดไฟ…ในตัวเอง”

ค่าใช้จ่าย

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช ไทยไลอ้อนแอร์ 1200 บาท
  • ลีมูซีน สนามบินนครฯ ไปตัวเมือง 200 บาท
  • รถสองแถวไปคีรีวง ส่งถึงโฮมสเตย์ 40 บาท
  • เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์ รวมอาหารเย็น 1 มื้อ 400 บาท
  • ค่าเช่าจักรยาน ปกติวันละ 50 บาท แต่ป้าเจ้าของบ้านใจดีครับ บอกว่าผมขี่แป๊บเดียว ไม่คิดสตางค์ผม ขอบคุณมากคร้าบ
  • รถสองแถวจากคีรีวง เข้าตัวเมือง 25 บาท
  • วี เฮ้าส์ ณ คอน ห้องมีหน้าต่าง 480 บาท
  • Taxi meter จาก วี เฮ้าส์ ณ คอน ไปร้านโกปี๊สาขาเทศบาล 60 บาท
  • Taxi meter จาก วี เฮ้าส์ ณ คอน ไปสนามบิน 160 บาท
  • ค่าอาหาร แล้วแต่ความจุกระเพาะครับ
นครศรีฯ คีรีวง เมืองเหงาเหงา ในวันฝนพร่ำ

โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)

แผนการท่องเที่ยวหน้าหนาวครั้งนี้ ผมวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือนก่อน ความตั้งใจแรกที่คิดไว้คืออยากไป สี่พันดอน แห่งลาวใต้ เพื่อค้นหามหานทีที่ยิ่งใหญ่ด้วยตาตัวเอง แต่เมื่อได้เริ่มค้นหาข้อมูล จนกระทั่งไปพบคลิป zipline อันหนึ่งเข้า ทำให้ผมเริ่มโลเล เสียงโหวตเป็นเอกฉันท์จากเพื่อนร่วมทริป ทำให้เราเปลี่ยนเป้าหมายไปยังโบลาเวนแทน

ที่ราบสูงโบลาเวน (Bolaven plateau) ลาวใต้ เป็นพื้นที่สูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 – 1,350 เมตร ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดงหัวสาว แขวงจำปาสักทางภาคใต้ของประเทศลาว ภายในที่ราบสูงแห่งนี้จะมีน้ำตกมากมาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเล่น zipline ที่นี่ มีเสน่ห์อย่างมาก นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ได้พบเจอ พวกเรายังต้องก้าวผ่านความกลัว ความตื่นเต้นหวาดเสียวและความเหนื่อยล้า ภายในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน Continue reading “โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)”

โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)

ชมทุ่งดอกกระเจียว เที่ยวป่าหินงาม มีเวลา 24 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้

ทุ่งดอกกระเจียว

“ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก พรำ พรำ กบมันก็ร้อง งึมงัม ระงมไปทั่ว ท้องนา” แต่ผมไม่ใช่กบนะคร้าบบบบบ ย่างเข้าหน้าฝนทีไร ผมร้องอยากไปทุ่งดอกกระเจียวทุกที พลาดมาก็หลายหน ปีนี้หมายมั่นปั้นมือต้องไปให้ได้ เลยหมั่นเข้า Facebook ของอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เพื่อดูรายงานการเบิกบานของดอกอีเจียว (ชื่อท้องถิ่นของเขาหน่ะครับ) ทุกสัปดาห์ จนกระทั่งรายงานล่าสุด 22/06/2560 บาน 60% แล้ว Yahoo!! Continue reading “ชมทุ่งดอกกระเจียว เที่ยวป่าหินงาม มีเวลา 24 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้”

ชมทุ่งดอกกระเจียว เที่ยวป่าหินงาม มีเวลา 24 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้

เด็กแว้น ไปแอ่นแอ๊นที่ยอดพระจุลจอมเกล้าเกาะสีชัง

กลับจากซาปาไม่ถึงเดือน มือเท้าเริ่มคันอีกแล้ว มันกระซิบบอกว่า “ไปต๊ะเล กันเถอะ” ก็ดีเหมือนกันนะ แต่คราวนี้ไม่อยากเดินทางไกล หาทะเลใกล้กรุงเทพฯ ที่ยังไม่เคยไปดีกว่า Continue reading “เด็กแว้น ไปแอ่นแอ๊นที่ยอดพระจุลจอมเกล้าเกาะสีชัง”

เด็กแว้น ไปแอ่นแอ๊นที่ยอดพระจุลจอมเกล้าเกาะสีชัง

เผลอจองตั๋ว…เลยได้ทัวร์กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย)

 

เฮ้ย!! ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันสักครั้งไหม 

เป็นเสียงคำถามจากเพื่อนคนหนึ่งในวันที่พวกเรานัดกินข้าวครบ คน โดยปกติแล้วพวกเราไม่ค่อยเดินทางไปเที่ยวด้วยกันเท่าไร คำถามที่ถามขึ้นอาจเป็นคำถามเพื่อให้มีบทสนทนาในระหว่างทานข้าวเท่านั้น แล้วก็พูดคุยว่าจะไปที่ไหน เมื่อไร ก็มีเรื่องให้คุยจนแยกย้ายกันกลับบ้าน สำหรับผมก็ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่คุยอยู่แล้ว เพราะแต่ละคนก็มีธุระ มีครอบครัว ที่จะต้องดูแล จึงหาเวลาเดินทางไปเที่ยวด้วยกันนั้นเป็นเรื่องยาก เอาแค่นัดทานข้าวเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงยังจะต้องนัดล่วงหน้าเป็นเดือน ถ้าจะหาเวลาเดินทางไปเที่ยวแล้วละก็เหอะๆยากอยู่

หลังจากนั้น วัน เสียง Line ดังปกติ คราวนี้มาพร้อมกับรูปภาพที่พัก ตั๋วเครื่องบินและวันเดินทางไปมาเลเซีย ของเว็บไซต์ Air Asia go จากเพื่อนคนที่ตั้งคำถาม ให้เราเลือกว่าจะพักที่ไหน แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับทั้งผมและเพื่อนอีกคน ผมเห็นแล้วว่าราคาแพ็คเกจที่มันส่งมาให้ดูไม่แพง แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ จนมันบอกว่า รีบตัดสินใจสะ เอาชื่อภาษาอังกฤษมาด้วย กูจะจองให้ก่อนแล้วค่อยมาเคลียกัน” ผมกำลัง งง นึกในใจเอาไงดีวะ โอกาสที่พวกเราจะไปเที่ยวด้วยกันน้อยมาก จึงให้มันจัดการ เพื่อนอีกคนไม่ต้องพูดถึง สองคนแรกว่ายังไง มันเออ ออ ห่อหมกปลากาย ด้วยอยู่แล้ว สรุปอีก 5 วันต้องออกเดินทาง ทั้งๆที่ยังไม่ได้แผน ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เอาวะ ค่อยไปตายเอาดาบหน้า

วันแรกของการเดินทาง

สำหรับ BUTA CAVE เป็นวัดศาสนาฮินดูที่มีท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมไม่ขาดสาย และมีถ้ำให้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านในอีกด้วย แต่พวกเราไม่ได้เข้า เนื่องจากต้องเสียค่าไกด์นำทางเข้าไป ราคาก็สูงอยู่ จึงเดินขึ้น ชมแค่ภายนอก รอบๆเท่านั้น บวกถ่ายรูปไปด้วย แล้วจึงเดินทางกลับเข้าโรงแรมไปอาบน้ำอาบท่า

มาถึงแล้ววัดฮินดู ถ้ำบาตู

ต้องขึ้นมาด้านบนนะไม่งั้นเดียวจะมาไม่ถึง เล่นเอาสะหอบเลย

อ้าว!! ยังมีเดินต่อไปอีก ป๊าด

เดินขึ้นธรรมดายังเหนื่อย นี่พี่เล่นแบกของไปด้วย 3 ลัง ถถถถ!!! ยอมเลย

รถไฟสายนี้แยก โบกี้ชาย-หญิงด้วยนะ โบกี้ 1,2 ผู้ชายนั่งได้….แต่ถ้าไม่รู้ เดียวก็มีคนมาไล่เอง

แดดร่ม ลมตกก็นัดหมายเพื่อน ออกไปตึกคู่หรือ Twin Tower จริงแล้วชื่อเต็ม คือ PETRONAS Twin Tower คนที่นี้ถ้าเรียกตึกปิโตนาสจะทำหน้า งง แต่ถ้าเรียก Twin Tower บอกทางถูกเลย จากโรงแรมที่พวกเราพักเดินไปไม่ไกล เพียงแค่ 1 กิโลเมตร

อยู่ที่ตึกคู่แชะภาพนานสองนานเลยแหละ หลังจากตึกคู่แล้วพวกเราจะเดินทางไปยัง China Town เพื่อหาของกิน โดยนั่ง LRT (ฟรีอีกแล้ว) จาก KLCC ไปลง Dang Wangi และต่อสายสีเขียว Bukit Nanas ไปลง Bukit Bin tang แต่จะบอกว่าเราลงผิดสถานี ซึ่งสถานีนี้ คือ ห้างสรรพสินค้าอันดับหนึ่งของมาเลเซีย Pavilion kuala lumpur นั้นเอง จริงๆแล้วสามารถเดินต่อยัง ไชน่าทาวด์ได้ แต่ ณ เวลานั้น พวกเราทั้งหิวและเหนื่อย คงไม่เดินชมอีกเลยต้องหาของกินแถวนั้นแทน

มาตั้งไกลเพื่อมากินสิ่งนี้แหละ รสชาติไม่ต่างกันเลย

สำหรับวันแรกการเดินทางยังติดขัดๆ และยัง งง งง ก่ง ก๊ง อยู่ ดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทาง LRT ทำให้พวกเราประหยัดค่าใช่จ่ายและเริ่มคุ้นกับการเดินทาง เพราะลงผิด ลงถูก อีกทั้งรู้ว่าฟรี ลงสำรวจ เกือบทุกสถานี 5555+


วันที่สองของการเดินทาง

ฝนตกแต่เช้าเลยตอนแรกแผนว่าจะออกไปเดินสำรวจสักหน่อย รอจนกระทั่ง 10 โมง ถึงได้ออก วันนี้พวกเราจะเดินทางไปยัง Sultan Abdul Samad Building (มัสยิดจาเม็ก) โดยนั่ง LRT(สายสีชมพู) จากจุดเดิม Am pang park ไปลงสถานี MASJID JAMEK (ดูตามแผนที่ได้เลย) เดินออกจากสถานีมาก็เจอเลย แต่เสียดาย วันนั้น เขาปิดปรับปรุง อีกอย่างใกล้เที่ยงแล้วด้วย พวกเราจึงตัดสินใจไปห้าง Pavilion เพื่อหาของกินและเดินเล่นสักพัก เสร็จแล้วก็เดินทางกลับโรงแรม ฮ่าๆ ทริปนี้ ชิลจริงๆ

อากาศมันน่านอนเสียจริง มุมจากห้องพักเลย

มัสยึดปิด เดินไป ถ่ายไป

มาถึงแหละ เทียบเท่ากับห้างพารากอน เชียวนะ

มื้อเที่ยงไม่ต้องถามนะ…ว่าชั้นไหน ตอบได้คำเดียว ฉันหลงมา!!

ถึงแม้เมื่อวานไม่ได้ไปไชน่าทาวด์ วันนี้จึงต้องหาทางไปให้ได้ จึงนัดกับเพื่อนอีกครั้ง จนมันบอกว่า “มึงเอาให้ชัวร์นะ ว่าจะไม่พากู หลงอีก” เมื่อพักผ่อนเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเย็นย้ำตะเวนราตรี แต่ก่อนที่จะไป China town พวกเราได้วางแผนสำหรับการเดินทางวันรุ่งขึ้นเอาไว้ ว่าจะไป เกนติ้ง ไฮแลนด์ (Genting highlands) จึงต้องนั่ง LRT ไปลง KL SENTRAL เพื่อมาจองตั๋วรถบัสสำหรับเดินทางวันพรุ่งนี้ (แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัส+กระเช้า เอาไว้)

ถามทางจาก รปภ. ข้างบันไดเลื่อน มาได้เลย Go Genting by Bus

ตารางเดินรถ

ใครมา China Town ต้องไม่พลาด น้ำร้านนี้ หาไม่ยาก อยู่กลางวงเวียนพอดี ไม่รู้ว่าน้ำอะไร แต่ก็อร่อย คล้ายๆเฉาก๊วย

มีฟู๊ดคอตให้ทานด้วยนะ

มื้อเย็นร้านนี้แหละ

ใช้นิ้วชี้เอา เพราะไม่รู้มันเรียกอะไร แต่ก็อร่อยเลย

สำหรับผม China town ที่นี้ธรรมดามาก ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือโดนใจ อารมณ์เหมือนเดินสำเพ็งบ้านเราเลย หลังจาก China town แล้วเรามาเดินซื้อช็อคโกแลตที่ CENTRAL MARKET ซึ่งออกจากตลาด China town มาก็เจอเลย จะอยู่ฝั่งเดียวกับสถานี Pasar Seni จากนั้นก็กลับเข้าโรงแรมพักผ่อน

ที่นี้ไม่มีคนบังคับรถไฟนะ หัวรถไฟทั้งสองด้าน โลงเป็นกระจกแบบนี้แหละ ถ่ายรูปสะเลย

คืนนี้ ราตรีสวัสดิ์

วันที่สามของการเดินทาง

พวกเราเดินทางมาขึ้นรถบัส ชั้นล่างของ KL SENTRAL ซึ่งเป็นรถบัส GO GENTING ที่จองตั๋วเอาไว้เมื่อวาน เราได้รอบ 11.30 จึงไม่ต้องรีบตื่น แต่ก็ต้องมาขึ้นรถก่อน 10-15 นาที และใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีก็ถึง เมื่อลงจากรถบัสแล้วก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 3 อ่อ ตั๋วที่เราจองนั้นเป็นตั๋วรถบัสและตั๋วขึ้นกระเช้า พร้อมแล้วก็ไปต่อแถวเลย วันนั้นตรงกับวันหยุดคนเยอะมาก ต่อแถวนานครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้น

ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินกันก่อน ในฟู๊ดคอตของ KL SENTRAL

รู้สึกว่ากินแต่ก๋วยเตียว ก๋วยเตี๋ยวทานง่ายสุดแหละ

รถคันนี้แหละที่จะพาเราไป

ถ้าไม่มาจองตั๋วตั้งแต่เมื่อวาน ป่านนี้ยังยืนต่อแถวอยู่แน่ๆ

มาถึงแล้วก็ขึ้นไปยังชั้น 3 ได้เลย

ตรงกับวันหยุด คนเพียบเลย

ระยะทางความยาวของกระเช้าน่าจะประมาณ 3-4 กิโลเมตร นั่งชมความสวยงามพร้อมอากาศเย็นได้อย่างสบายใจถือว่าคุ้มมากกับราคาแค่ 6 RM เมื่อมาถึง Highlands Hotel ก็เดินสำรวจและเข้าไปใน Casino ซึ่งถ้าจะเข้าไปนั้นจะต้องเอากระเป๋า กล้องถ่ายรูป ไปเก็บในล็อคเกอร์เสียก่อน เราเดินถามทางอยู่นานสองนานกว่าจะเจอล็อคเกอร์ (แนะนำให้ถามจากพนักงานโรงแรมดีที่สุด)

น่าเสียดายที่ภายใน Casino เขาห้ามถ่ายภาพ จริงๆก็อยากแอบถ่ายนะ แต่บอกตรงๆเลยว่า “กลัว” เดียวโดนจับไม่ได้กลับประเทศกันพอดี แต่ในส่วนของโรงแรม ร้านค้าข้างใน ถ่ายรูปได้ตามปกติ เพียงแต่เราไม่ได้ถ่ายมา หลังจากนั้นถ้าจะกลับให้เดินมาที่จุดกระเช้าจอดตอนขึ้น เพื่อซื้อตั๋วขาลง เมื่อลงจากกระเช้าแล้ว จะผ่านร้านของทีระลึก ให้มาที่ชั้นสอง ไปเคาเตอร์ GO GENTING เพื่อซื้อตั๋วรถบัสขากลับ ถ้าใครรู้เวลากลับที่แน่นอนก็จองตั๋ว ขาไป-ขากลับ จาก KL SENTRAL ไว้เลยก็ได้ แต่เราซื้อแค่ขามา ขากลับไม่ค่อยมีรถไป KL SENTRAL มีแค่ไปจอดที่ LRT GOMBAK ซึ่งโชคดีมาก เป็นเส้นทางที่เราต้องใช้กลับโรงแรมอยู่แล้ว และที่สถานี GOMBAK ก็สามารถนั่งรถจากที่นี้ขึ้น ได้ด้วยเช่นกัน อ่อ รถบัสหมด 2-3 ทุ่มนะ แต่ต้องดูด้วยว่าเต็มหรือยัง ใครจะไปแบบไม่ค้างก็วางแผนให้ดี


วันที่สี่ของการเดินทาง

วันสุดท้ายสำหรับวันนี้ไม่มีทริปไปไหน จริงๆแล้วก็แผนไว้นะว่าจะไป Putrajaya & Cyberjaya แต่โหวตกันแล้ว จะไปเดินหาซื้อของฝากแถว Pavilion วันนี้ทั้งวันก็เดินห้าง รอจนได้เวลาเดินทางกลับเมืองไทย

ตึกโรงแรมที่พวกเราพัก

เดินเล่นครั้งสุดท้าย

ลองเรียก Uber มาใช้บริการไปสนามบิน ถูกกว่านั่ง KLIA EXPRESS อีก (Y_Y) 80 RM เอง มารู้ตอนจะกลับเสียแล้ว

มื้อสุดท้ายในสนามบิน ตั้งแต่มาเที่ยวยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลย กินแต่เส้น

สำหรับค่าใช่จ่ายของทริปนี้ บอกตรงๆไม่ได้จดไว้เลย แต่ค่ากินก็ตกมื้อละ 10-50 RM ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับร้าน ส่วนค่าเดินทางราคาไม่สูงมากนัก แต่ขอบอกอย่าเรียกรถแท็กซี่ใช้เพราะโกงราคาแน่นอน แนะนำ Uber ดีกว่า แต่อย่าไปจอดรับ-ส่งใกล้ๆแท็กซี่ละ เดียวเป็นเรื่อง

ค่าตั๋วเครื่องบิน + ค่าที่พัก 3 คืน = 6090/คน บาท

เงินที่แลกไป 5000/บาท เหลือประมาณคนละ 1000-1200 บาท

(“เราไม่สามารถปรับแต่งสถานการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นได้..แต่เราสามารถปรับทัศนคติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้”)

เผลอจองตั๋ว…เลยได้ทัวร์กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย)

หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)

จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปซาปาครั้งนี้มาจากการได้อ่านกระทู้ในเวปพันทิปเที่ยวซาปาหน้าร้อน ตั้งแต่ธันวาคม 2559 เห็นภาพนาขั้นบันไดแล้วอยากไปเยือนซาปามาก ว่าแล้วก็เตรียมแผนการ “หนีร้อนไปพึ่งเย็น ณ ซาปา” ทันที โดยขั้นตอนผมได้ทำแบ่งออกมาเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้ Continue reading “หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)”

หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)