เว้น่ารัก ฮอยอันน่าถีบ ย้อนอดีตสู่วันวานที่ดานัง

เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนไทยไปเที่ยวกันเยอะมาก ทั้งวัฒนธรรมที่น่าศึกษา ธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะทะเล จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนได้ตลอด เฉกเช่นเดียวกับผม เมื่อปีก่อนผมมีโอกาสได้ไปเยือนซาปา ดินแดนทางตอนเหนือของเวียดนาม มีพื้นที่เป็นภูเขาสูง ทุ่งหญ้า ทุ่งนา และได้ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านตามชนบทของที่นั้น ในครั้งนี้ผมลงมาเที่ยวตอนกลางของเวียดนาม ดานัง เว้ ฮอยอัน ที่มีทั้งภูเขา ทะเล แม่น้ำ โบราณสถาน วิถีชีวิตของคนเมือง และสวนสนุก

Day 1: ดอนเมือง (Don Mueng Airport)-ดานัง (Danang Airport)-ฮอยอัน (Hoi An)

การเดินทางครั้งนี้ผมใช้บริการของสายการบิน Thai AirAsia จากดอนเมืองมุ่งสู่ดานัง หลังจากเช็คอิน และโหลดกระเป๋า พวกผมก็มุ่งตรงไป King Power Lounge จิบกาแฟและชิมซาลาเปาอร่อยๆก่อนขึ้นเครื่อง ตอนจองไฟล์ทนี้เวลา 10.10 น แต่ได้ขึ้นบินจริงๆ ก็เกือบ11โมง ผู้โดยสารเต็มลำ กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม

ท่าอากาศยานนานาชาติดานัง (Da Nnang International Airport) เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในเขตตอนกลางของเวียดนาม ดูโอ่อ่า ทันสมัย สวยงามกว่าสนามบินนานาชาติโหน่ยบ่ายกรุงฮานอยมาก หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกผมก็ออกมามองหารถของโรงแรมที่จองไว้ให้มารับ วันนี้เราจะมุ่งตรงไปฮอยอันกันเลย

คนขับรถขับได้ช้ามากในความรู้สึกของผม ระยะทางแค่ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แต่เพราะกฎจราจรควบคุมความเร็วในเขตชุมชนไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนนอกเมืองให้ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งชาวเวียดนามเคร่งครัดในการรักษากฎมาก ผมนั่งเฝ้าสังเกตหน้าปัดความเร็ว ไม่มีสักครั้งที่จะเกิน ยอมใจครับ ดานังเป็นเมืองชายทะเลที่กำลังแจ้งเกิด เพราะระหว่างทางที่รถผ่าน ผมเห็นสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตกำลังถือกำเนิดขึ้นมากมาย ตึกสูงหลายสิบชั้น โรงแรม หมู่บ้านของผู้มีอันจะกิน เห็นได้ทั่วไป ให้ความรู้สึกคล้ายพัทยาแต่ใหม่กว่า และไม่แออัดเท่า

เมื่อเข้าสู่เมืองฮอยอัน ตึกรามบ้านช่องน้อยชั้นลง เห็นร้านอาหาร โรงแรม เกรสเฮ้าส์น้อยใหญ่อยู่เรียงราย คืนนี้พวกผมพักกันที่ Sunset HoiAn Hotel ทำเลดีมาก ใกล้เขตเมืองเก่า (Hoi An Old Town) สะพานญี่ปุ่น (Japanese covered bridge) และตลาดกลางคืน (Night market) ตัวห้องพักกว้างขว้าง แต่ตัวโรงแรมค่อนข้างเก่า อาจจะพบสิ่งของบางอย่างชำรุดได้

บ่ายแก่ๆ ก็ได้เวลาสำรวจเมือง ผมเลือกวิธีเดินเท้า เนื่องจากวันที่ผมไปเป็นวันเสาร์ พอออกมาจากโรงแรมก็พบกับมวลมหาประชาชน ถ้าใช้จักรยานตอนนี้คงไม่ต้องไปไหนกันแน่ ก่อนอื่นต้องชื้อตั๋วชมเมืองตรงสะพานข้ามไปยังเขตเมืองโบราณกันก่อนคนละ 120000 ดอง จะได้ตั๋วพร้อมแผ่นพับแผนที่ชมเมือง ซึ่งจะมีเพียง 5 สถานที่ที่จะต้องใช้ตั๋วเล็กๆ มาพร้อมกับตั๋วที่เราซื้อ พวกผมก็เดินแบบสุ่มแล้วแต่สายตาสนใจสิ่งไหน ก็ไปตรงนั้น ไม่ได้เจาะจงสถานที่ใดเป็นพิเศษ แต่ก็ใช้ตั๋วครบทั้ง 5 แห่งโดยบังเอิญ

ฮอยอันเมืองเก่า (Hoi An Old Town) จุดเด่นของเมืองคือ สีเหลืองของอาคารเก่าซึ่งเป็นงานก่อสร้างผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน ญี่ปุ่นและยุโรป กลายเป็นเอกลักษณ์คงอยู่เป็นฮอยอันจนทุกวันนี้ ตึกรามบ้านช่องเกือบทั้งหมดถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านค้าสารพัด ทั้งเสื้อผ้า งานศิลปะ ของที่ระลึกต่างๆ ร้านอาหาร และร้านกาแฟที่มีเห็นให้อยู่ทั่วไป ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นเมืองมรดกโลกที่ตกแต่ง ฮ่าๆๆ อย่าได้ถือสา ปากหนาๆ ของผม

เดินกันจนเย็น ท้องก็ร้องตามเวลา เราเลือกทานอาหารและขนมพื้นบ้านของเวียดนาม เรียกว่าอะไรก็ไม่รู้เพราะสื่อสารกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง หน้าตาเหมือนก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแห้ง กับเต้าทึงใส่น้ำแข็ง รสชาติอร่อยดี ส่วนตอนที่เดินเล่นในเมืองเก่าก็ได้ลองขนมเป็นแป้งก้อนสีขาวกลมๆ แม่ค้าเขาติดป้ายว่า “Mango Cake” ก็อร่อยดี แต่ราคาแรงไปนะป้า 4 ก้อนเล็กๆ เรียกราคา 50000 ดอง หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ออกเดินกันต่อ

มาถึงถิ่นก็ต้องลองกินมันทุกอย่าง

Mango Cake แอบแพงนะจ๊ะนะ

สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge) สร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1593 เพื่อเชื่อมไปยังชุมชนชาวจีน เสร็จในปี ค.ศ. 1595 สะพานนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวนัก ผู้คนมามุงถ่ายรูปกับสะพานกันแออัด กลิ่นน้ำเน่าในคลองสีดำก็คละคลุ้งไปทั่ว เฮ้อ ทำไมเขาไม่ดูแลน้ำในคลองน้อยๆ นี้ให้สะอาดหนอ เสียชื่อเมืองมรดกโลกเลย

อาทิตย์ตกดิน พวกผมก็ออกสำรวจ Night market กัน จากโรงแรมเดินไปนิดเดียวก็ถึง ตลาดเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ทั้งนักท่องเที่ยว ช่างคึกคักนัก ของกินของที่ระลึกมีให้เลือกมากมาย ที่สะดุดตาผมก็เห็นจะเป็นโคมไฟหลากสีหลายรูปทรง พอมาอยู่รวมๆ กัน ช่างสวยงามนัก กับวิวแม่น้ำ Thu bon ยามค่ำ มีแสงไฟจากกระทงน้อยลอยอยู่ในแม่น้ำคล้ายเทศกาลลอยกระทงของบ้านเรา มีพ่อค้าแม่ค้าขายกระทงพร้อมมีบริการออกเรือไปลอยกระทงในแม่น้ำ หรือใครไม่ลอยกระทง จะเช่าเรือไปนั่งเล่นในแม่น้ำก็ได้

มื้อค่ำนี้เราอยากลองอาหารพื้นเมืองริมแม่น้ำพร้อมจิบเบียร์ไปด้วย ร้านอาหารคนเต็มซะส่วนใหญ่ ดังนั้นไม่มีสิทธิ์เลือกมาก ตรงไหนว่างต้องรีบเข้าไปจับจองที่นั่ง เลือกอาหารจากเมนูรูปภาพ ที่มีราคากำกับไว้ พี่สาวในกลุ่มก็แว้บออกไปซื้อเบียร์มาตามจำนวนคน พอเปิดกระป่องเบียร์ยังไม่ทันได้จิบ เจ้าของร้านก็โวยวายเป็นภาษาอังกฤษ “No beer No beer” จับใจความได้ว่า กินเบียร์ตรงนี้ไม่ได้ ตำรวจจับ พวกผมต้องรีบเก็บเบียร์ลงจากโต๊ะ (ในใจยังสงสัย ไม่ให้กิน ทำไม มีคนขายอยู่ริมทางเท้า) มื้อนี้เลยจบแบบเซ็ง ๆ

มื้อเย็น คล้ายไก่ย่าง แต่ก็อร่อยนะ

เดินเล่นหลังอาหารสักพักฝนก็ตกลงมาโปรยๆ หาร้านนั่งหลบฝน จิบเบียร์ ถามแม่ค้าว่าจะไปซื้อขนมมานั่งทานกับเบียร์ตรงนี้ได้ไหม เขาก็ไม่ให้ เฮ้อ นั่งอยู่สักพัก เลยตัดสินใจซื้อของกินไปนั่งกินต่อในห้องพักดีกว่า


Day 2: ฮอยอัน (Hoi An)-เว้ (Hue)

เช้ามืดวันนี้ พวกเรานัดกันไปถีบจักรยานเล่น ที่โรงแรมมีรถจักรยานให้เช่า สะดวกพวกเราไม่ต้องไปหาเช่าที่อื่น แนะนำว่าการถีบจักรยานในเมืองฮอยอันควรจะถีบช่วงเช้า ผู้คนสัญจรไปมายังน้อย จะสะดวกและง่ายกว่าช่วงอื่น แต่กระนั้นจังหวะการข้ามถนนไปอีกฝากหนึ่งก็ต้องระวังให้มาก เพราะถนนที่เวียดนามสลับเลนวิ่งกับเมืองไทย อาจจะงงๆสักหน่อย และรถจักรยานยนต์ก็เยอะ ไม่ค่อยจะยอมให้จักรยานคันน้อยๆไปก่อนซะด้วย

ตลาดสดยามเช้าพลุกพล่านวุ่นวาย น่าสนุก เสียดายได้แค่ผ่านไม่ได้แวะสำรวจจริงจัง ผ่านตลาดมาได้ก็ถีบกันสบายๆ คนน้อย รถน้อย ได้ชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำ Thu bon แสงอาทิตย์อ่อนๆ กำลังสาดส่องลงมา ชื่นใจนัก เราปั่นกันจนถึงสะพานข้ามฝั่งไปทุ่งนา แต่ไม่ได้ข้ามไปเพราะรู้สึกหิวกันแล้ว เลยได้แค่ถ่ายภาพสะพานกลับมา ขากลับประชาชนชาวเวียดนามเริ่มทยอยออกนอกบ้าน รถลาเริ่มขวักไขว่ ข้ามฝั่งยิ่งยากขึ้น กว่าจะถึงโรงแรมก็หอบกันน้อยๆ

มื้อเช้าของโรงแรมรวมในค่าที่พักเรียบร้อย เป็นบุฟเฟ่แบบฝรั่ง แต่ก็มีข้าวต้ม และเฟ๋อให้เลือกลอง รสชาติไม่ขี้เหร่ ผมก็จัดไปเต็มพุงเพราะตารางเที่ยววันนี้ช่างแน่นนัก กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

Check out 10 โมง วันนี้เราจะไปนอนที่เว้ (Hue) กัน 1 คืน เดินทางด้วยรถ Fortuner พร้อมคนขับส่วนตัว (ซื้อแพคเกจของ Danang Car) แผนการเที่ยวที่วางไว้ของวันนี้ คือ

  1. Marble Mountains
  2. Danang Museum of Cham Sculpture
  3. Hai Van Pass
  4. Lang Co Beach
  5. Tomb of Tu Duc
  6. Hue Imperial Citadel
  7. Thien Mu Pagoda

แผนก็คือแผนครับ อิอิ แล้วไปดูกันเราทำตามแผนได้มากน้อยแค่ไหน

รถมารับก่อนเวลานิดหน่อย คนขับชื่อโนอา พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าถามเยอะๆ ลงรายละเอียดก็จะมีปัญหาในการอธิบาย ออกจากโรงแรมประมาณ 30 นาทีเราก็ถึงจุดแรกคือ

  • ภูเขาหินอ่อน (Marble Mountains) เมืองดานัง ก่อนจะเข้าไปชมได้ก็ต้องซื้อตั๋ว ทุกสถานที่ท่องเที่ยวของเวียดนามต้องเสียค่าผ่านประตู ค่าเข้าชมต่างหากอีก ผมใช้บริการลิฟท์ขาขึ้น ด้านบนจะมีแผนที่แนะนำจุดต่างๆ เช่น เจดีย์ ถ้ำ จุดชมวิว มีอยู่ 14 จุด พวกผมก็เดินตามใจครับ ใช้เวลากันประมาณ 40 นาทีก็เดินลงกัน

ค่าบริการลิฟท์ต่อเที่ยว 15000 ดอง

ค่าบัตรเข้าชม 40000 ดอง

  • Danag Museum of Cham Sculpture พิพิธภัณฑ์ประติมากรรรมจาม ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ Han เมืองดานัง ที่มีสะพานมังกร (Dragon Bridge) ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นโบราณวัตถุอายุมากกว่า 1000 ปี ขุดพบจากโบราณสถานหมีเซินของอาณาจักรจามปา ผมไม่ค่อยมีความรู้ด้านโบราณวัตถุนัก แต่พอได้เดินดูแล้วก็รู้สึกว่ารูปสลักหินเหล่านี้ทรงคุณค่ายิ่งนัก แต่ที่ถูกใจผมยิ่งกว่าคือ มีการจัดแสดง “Exhibition Vietnam Heritage Photo Awards 2017” ภาพถ่ายนำมาจัดแสดงสวยมากครับ คนชอบถ่ายรูปอย่างผมนี่อึ้งเลย โชคดีจริงๆ ที่ได้เห็น

ค่าบัตรเข้าชม 60000 ดอง

  • Hai Van Pass ถนนจากดานังไปเมืองเว้ เป็นเส้นทางสวยงาม เราจะเห็นวิวเวิ้งทะเล ถนนคดเคี้ยว มีหลายช่วงที่โค้งหักศอก และมีอุโมงค์เขาว่ายาวที่สุดในเอเชียใต้ 6.28 กม. ชื่อว่า “ไฮเวินพาส (Hai Van Pass) โนอาแวะให้เราถ่ายภาพประมาณ 10 นาที (ในใจคิด ตรงวิวสวยๆ ของอ่าว ไม่จอดให้ถ่าย มาจอดทำไมตรงนี้ฟร่ะ ขัดใจนัก)

ปลาหมึกราดซ๊อสเปรี้ยวหวาน เมนูนี้แหละที่ต้องสั่ง 2 จาน

  • Lang Co Beach โนอาจอดให้เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ The Lagoon ในเขตเมืองเว้ ร้านอาหารริมชายหาดลังโค ขอบอกว่าราคาแรงมาก แต่ก็อร่อยดี พวกเราติดใจปลาหมึกราดซ๊อสเปรี้ยวหวานจนต้องสั่งจานที่ 2 อิ่มหนำสำราญก็ไปกันต่อ

  • Tomb of Tu Duc สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก พื้นที่กว้างใหญ่ภายในกำแพงเก่าแก่ ภายในมีทะเลสาบ Luu Khien เขาว่าที่นี่จักรพรรดิตือดึ๊ก แห่งราชวงศ์เหงียน เป็นคนออกแบบทั้งหมด มีเกาะขนาดเล็กกลางน้ำไว้ให้พระองศ์ล่านกเล็กๆ มีศาลาริมน้ำใช้นั่งสมาธิและท่องบทกวี ส่วนของสุสานจะเป็นเหมือนอิฐสีเทาก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม (แต่เขาว่าเป็นสุสานปลอม) ผมใช้เวลากับที่นี่เกือบ 2 ชั่วโมง เพราะมันร่มรื่น กว้างใหญ่ ถ่ายรูปเพลินจนพี่ๆมาตามกลับ

ค่าบัตรเข้าชม 100000 ดอง

โนอาพาพวกผมมาปล่อยไว้หน้าทางเข้าพระราชวังเว้ (Hue Imperial Citadel) แล้วนัดแนะจุดนัดพบ ผมเดินไปที่ซื้อตั๋วเข้าชม พนักงานกลับบอกว่า หมดเวลา เพราะพระราชวังปิดเข้าชม 17.00 น ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นเวลา 16.45 น เธอบอกว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเดินชมพระราชวัง และให้พวกเรากลับมาใหม่พรุ่งนี้เช้า เพื่อนผมจึงโทรเรียกโนอามารับไปส่งโรงแรม

Hue Riverside Villa ที่พักริมน้ำขนาดเล็ก ออกแบบได้น่ารักน่าพักมาก การออกแบบเรือนพักในพื้นที่จำกัดให้ลงตัว ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด แม้ว่าทางเข้าจะไม่สะดวกรถยนต์เข้ามาไม่ถึงโรงแรม ต้องแว้นหรือเดินเข้ามาเท่านั้น แต่ความรู้สึกไม่สะดวกนี้ก็หายไปทันที่เมื่อเห็นที่พัก และพบกับ Welcome drink อีกทั้งพนักงานมีหัวใจบริการ พร้อมตอบคำถาม ยิ้มแย้มแจ่มใส และสุภาพ (ผมประทับใจรอยยิ้มของพนักงานสาวโรงแรมแห่งนี้จัง)

ติดริมแม่น้ำ บรรยากาศน่าจิบเบียร์มากๆ

Welcome drink ของที่นี้เป็นเสาวรสของโปรดผมเลยล่ะ

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ได้เวลาออกหากินของพวกผม เราตกลงกันว่าจะไปตามลายแทงของสาวน้อยรีเชฟชั่นแนะนำไว้ เราเดินไป Walking Street เพื่อจะไปร้าน “Hang Me Me” เราสั่งอาหารบนเมนูที่มีรูป อาหารส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของแป้ง แล้วห่อด้วยไส้ต่างๆ บางจานหน้าตาเหมือนขนมครก บางจานห่อมาเหมือนห่อหมก พวกเราก็สนุกสนานกับการทานอาหารหน้าแปลกๆ รสชาติก็แล้วแต่คนชอบ เพราะผมชอบบางอย่าง ไม่ชอบบางอย่าง

พวกเราเดินเล่นหลังอาหารไปตามถนนของ Walking Street เห็นคนมุงดูอะไรกันกลุ่มใหม่ ด้วยความสอดรู้ ผมก็แทรกตัวเข้าไปดู เห็นวัยรุ่นชายหญิงอายุน่าจะประมาณ 20 กำลังเซ็ตเครื่องดนตรีกันอยู่ สักพักก็ได้ยินเสียงใสๆ ของสาวน้อยในวงนั้น ฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ แต่ก็เพราะดี พวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ เพราะทางเดินกว้างขว้างไม่แออัดเหมือนฮอยอัน นักท่องเที่ยวฝรั่งจับจองนั่งตามร้านขายเครื่องดื่มกัน 2 ข้างทาง แสง สี และเสียงเพลง ทำให้เดินกันเพลิน

เราเดินต่อไปยังสวนสาธารณะก่อนถึง Night Market ได้ยินเสียงเพลงและกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ ประมาณ 30 คนได้ นั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม บางคนเล่นกีต้าร์ บางคนปรบมือ มีคนเล่นกลองเป็นหัวโจกให้จังหวะ ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ผมสะดุดในท่วงทำนองที่ได้ยิน ถึงฟังไม่ออก แต่ภาษาดนตรีใช้ใจฟังก็รู้ว่าเพราะ ผมจำท่อนฮุกในเพลงนำมาค้นหาใน YouTube จนเจอ Just wana be with you (ก็เพลงที่ผมใช้ประกอบในคลิปนี้แหละครับ) ผมชอบบรรยากาศของเมืองมรดกโลกแห่งนี้มากกว่าฮอยอัน ผมรู้สึกว่า มันช่างน่ารัก สบายๆ และผู้คนรักในเสียงดนตรี


Day 3 เว้ (Hue) – บาน่า ฮิลส์ (Ba Na Hills)

เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้าเพื่อมาทานอาหาร พนักงานจัดโต๊ะไว้ต้อนรับตามจำนวนแขกที่มาพัก เราได้โต๊ะใหญ่สุด เพราะโต๊ะอื่นจะนั่งกัน 2 คน มื้อเช้าเป็นอาหารชุดแล้วแต่สั่ง  นั่งทานไปชมวิวแม่น้ำไป ฟินมากครับ เสียดายที่ต้องรีบจัดการมื้อเช้าให้เสร็จ เพราะเราต้องไปเก็บตกพระราชวังเว้ ที่เมื่อวานไม่ได้เข้าไป พวกเราใช้บริการ Taxi meter จากทางโรงแรมเรียกให้ ขับข้ามสะพานแม่น้ำหอม ไปอีกฝาก 10 นาที ก็ถึงพระราชวัง (มิเตอร์สตาร์ทที่ 6500 ดอง จบที่ 35000 ดอง)

เมืองเว้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับฮอยอัน ค่าบัตรผ่านเข้าชมพระราชวัง Hue Imperial Citadel คนละ 150000 ดอง พวกผมโชคดีมาก มาทันได้ดูช่วงทหารเปลี่ยนกะพอดี เมื่อผ่านประตูทางเข้า ก็พบกับความยิ่งใหญ่ของพระราชวังที่เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหงียน พวกเราใช้เวลาที่มีอยู่ 2 ชั่วโมงกันอย่างจุใจ เมื่อมองดูโบราณสถานแห่งนี้ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในครั้งอดีต คอยย้ำเตือนให้ผมคิดเสมอว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน มาแล้วไป เกิดแล้วดับ ใหญ่โตแค่ไหน สักวันหนึ่งก็เหลือแค่ซากปรักหักพัง พวกเราเดินทั่วพระราชวัง ก่อนจะรีบกลับโรงแรม เพื่อเปลี่ยนที่นอนในคืนนี้

น้ำมันอะไรม่รู้ แต่หอมดีนะ

โนอามารับตรงเวลานัด 10 โมง คืนนี้เราจะไปกลับดานัง ไปนอนกันบนบาน่าฮิลส์ โนอารักษาระดับความเร็วไว้ที่ 60 กม/ชม เป๊ะ แต่กระนั้นก่อนถึง บาน่า ฮิลส์ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เกิดเรื่อง รถเก่งทางด้านขวาที่อยู่เลนกลาง ขับเข้ามาชนกับช่วงล้อหลัง ทั้งคู่หยุดรถ เปิดหน้าต่าง แล้วก็ตะโกนใส่กันในภาษาที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง ไม่น่าจะเกิน 2 นาที ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ไม่มีเรียกประกัน ไม่มีเรียกตำรวจ ไม่มีการลงจากรถ ผมงงกับเหตุการณ์ว่าทำไมมันจบง่ายขนาดนี้ (ถ้าเป็นเมืองไทยนะเหรอ …) ก่อนถึงจุดหมาย ถนนสองข้างทางขายน้ำมันอะไรสักอย่าง ถามโนอา ก็ได้คำตอบว่าน้ำมัน ทำจาก Tree  ถามว่าต้นอะไรก็ไม่รู้ โนอาเลยพาแวะร้านข้างทาง ชี้ให้ดูวิธีที่เขากลั่นน้ำมัน และเอาซากใบไม้อะไรสักอย่างให้ดู กลิ่นน้ำมันหอมมากครับ เขาว่าเอาไว้นวดตัวดี พวกผมเลยได้ซื้อกลับมา 3 ขวด ขวดละ 100000 ดอง

โนอามาส่งที่สถานี cable car เราบอกว่าให้ไปสถานีที่ขึ้นตรงเลย เพราะเราจองที่พักโรงแรมเมอร์เคียว ดานัง ไว้ข้างบน จะได้สิทธิ์ซื้อตั๋วราคาถูกกว่าปกติ แต่ต้องไปขึ้นอีกสถานี เขาก็บอกที่นี่แหละ เถียงกันไปมาสักพัก เห็นว่าเขายืนยันจะส่งเราตรงนี้ก็เลยลง ทั้งที่ในใจก็รู้ว่าไม่ใช่ตรงนี้ (ไม่ค่อยประทับใจโนอาเท่าไร ออกจะขี้เกียจ ไม่ค่อยบริการ) พวกผมตรงไปช่องขายตั๋วเพื่อสอบถามพนักงาน พนักงานบอกให้รอตรงนี้ จะให้รถโรงแรมเมอร์เคียวมารับ (ประทับใจบริการนัก) สักพักก็มีรถกอล์ฟขับมารับเราไปอีกสถานี

Ba na cable car ได้ถูกบันทึกสถิติในกินเนสส์ไว้ว่า “Longest non-stop single-track cable car” เมื่อ 23 มีนาคม ค.ศ. 2013 ด้วยระยะทาง 5,801 เมตร ก็คือ สถานีที่พวกผมขึ้นไปนี่แหละครับ นั่งกระเช้าประมาณ 15-20 นาทีก็ถึง

http://www.guinnessworldrecords.com/world-records/longest-non-stop-single-track-cable-car

ราคาตั๋วไป-กลับ cable car + สวนสนุก Sun World สำหรับลูกค้าที่พักบน Mercure Danang French Villages Bana Hills คือ 400000 ดอง

ถ้าไม่พักด้านบน จ่าย 650000 ดอง

Sun World Bana Hills เมืองแห่งความสนุกและโลกเทพนิยาย” คือนิยามของผมที่ให้ไว้ เพราะความรู้สึกแรกที่เห็น “นี่มันออกมาจากหนังสือเทพนิยายชัดๆ” พวกเราเข้าไปเช็คอินในโรงแรมกันก่อน แต่ยังไม่ได้ห้องต้องรอบ่าย 2 โมง จึงฝากกระเป๋าไว้แล้วออกเดินสำรวจร้านอาหารเป็นอย่างแรก มีร้านบุฟเฟ่ห์ ร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง แต่ละร้านราคาแรงพอดู พวกเราจึงหา Hot Dot รองท้องกันไปก่อน กะว่าจะจัดหนักบุฟเฟ่ห์ตอนมื้อเย็น พอบ่าย 2 เราก็กลับไปเช็คอินอีกครั้ง ห้อง Family ที่จองไว้ สวยงามและสะดวกสบายพอควร เตียง King size กับเตียง 2 ชั้น ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกกันคนละห้อง ติดตรงไม่มีกลอนล็อตในห้องน้ำ และมีช่องว่างระหว่างประตูห้องน้ำประมาณ 1 นิ้ว พักผ่อนล้างหน้าล้างตากันเสร็จ ก็ออกสำรวจ Sun World กันอีกรอบ ครั้งนี้เราจะนั่ง cable car อีกเส้นไปลงสวนดอกไม้ อยู่บนนี่จะนั่ง Cable car จะเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ได้ไม่จำกัด แค่ไม่นั่งลงไปที่สถานีข้างล่างเป็นพอ เพราะถ้าลงไปแล้วถือว่าจบ

ออกจาก Cable Car ผมนั่งรถรางต่อไป D’Amour Flower Garden ทุกมุมบนนี้จัดไว้อย่างสวยงามยากที่จะบรรยายเป็นตัวหนังสือให้เห็นภาพได้ ดูจากรูปสวยๆที่ผมเก็บมาฝากแทนแล้วกัน เราเดินเล่นกันจนเกือบ 5 โมงเย็นถึงนั่ง Cable Car กลับขึ้นไปโรงแรม อาบน้ำอาบท่า แล้วไปทานบุฟเฟ่ห์ของโรงแรม (ตอนเย็นจะมีร้านอาหารอยู่แค่ 2-3 แห่ง) ผมว่า รสชาติอาหารน่าจะดีกว่านี้นะ ราคาก็มิใช่น้อย 325000 ดองต่อคน หลังจากกินจนพุงกางก็ขึ้นห้องพัก (ทั้งๆ ที่ปากก็แอบติเขา) ตอนแรกพวกเรานัดกันว่าจะไปเล่นน้ำสระในร่ม แต่นอนพักพึ่งพุงกันนาน จนไม่มีใครยอมขยับ สรุป นอนกันเลยแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อ


 Day 4 กลับเป็นเด็กอีกครั้ง ณ Fantasy Park

ผมดีดตัวตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บภาพทะเลหมอกและดวงอาทิตย์ยามเช้า ของจริงสวยเกินบรรยาย ทุกมุมจัดไว้อย่างสวยงามและมี concept ของมัน หลังจากถ่ายภาพผมตั้งใจจะไปเล่น Alpine Coaster (เล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่คนต่อแถวเยอะมาก) เป็นคนแรกๆ ของวันนี้ ป้ายติดไว้ 9.00 น เปิดให้บริการ ผมไปรอตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง แต่ก็ยังไปหลังอาจูม่า 3 คน มายืนแถวรออยู่แล้ว พอ 9 โมงเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเลื่อนเปิดเป็น 9.30 น ความฝันผมพังทลาย และไม่อาจรอต่อไปได้ มิเช่นนั้นจะเลยเวลาบุฟเฟ่ห์เช้าของโรงแรม ผมจึงตัดใจเดินจากมาแล้วไปห้องอาหารของโรงแรมแทน

อาหารเช้าก็เหมือนโรงแรมทั่วไป รสชาติก็เหมือนเมื่อวาน แต่ผมก็อัดจนเต็มท้อง แล้วกลับไปอาบน้ำ เก็บกระเป๋า เช็คเอ้าท์ ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้โรงแรม แล้วไปเล่นสนุกกัน แน่นอนครับ Coaster คือสิ่งแรกที่ผมเล่น เล่น 2 รอบ 2 เส้นด้วย อิอิ หนำใจแล้วก็เข้าไป Fantasy Park มีหลายชั้นมาก มีโซนเกมส์ หนัง 4 มิติ 5 มิติ โลกล้านปี บ้านผีสิง เลือกตามใจชอบเลยครับ ไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋ว ไม่ต้องหยอดเหรียญตู้เกมส์ อ้อ ยกเว้น พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ผมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เล่นเครื่องเล่นสมัยเด็ก เล่นเกมส์ตู้ที่สมัยก่อนต้องหนีแม่มาแอบเล่น เล่นรถบั๊มกระแทกกันสนุกสนาน มีความสุขจริงๆ

บ่าย 2 โมงครึ่ง ก็เตรียมตัวลง วันนี้เราจะไปนอนกันที่ Danang Beach เมื่อลงมาถึงสถานีข้างล่างก็ติดต่อให้พนักงานเรียก Taxi ให้ครับ (ผมลงเส้นเดิม เส้นที่ยาวที่สุด) ประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย John Boutique Villa ในราคา 500000 ดอง หลังจากเช็คอิน พนักงานก็พาขึ้นไปห้องพัก แรกเห็นห้องก็ถูกใจมาก ห้องตกแต่งได้น่าอยู่ สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม มีเครื่องครัว เตาไฟฟ้า พร้อมให้ใช้ เพราะที่นี่มีการให้เช่าพักเป็นรายเดือนด้วย หามุมกันได้ก็นอนเอกเขนกกันตามสบาย เย็นๆ ถึงจะออกไปเดินเล่น

มื้อเย็นเราได้ร้านอาหารท้องถิ่นร้านริมถนนที่ขายอาหารทะเลสดๆ  คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ได้ทาน รสชาติอร่อยถูกปากใช้ได้เลย หลังอาหารเราไปเดินเล่นกันชายหาด ทรายขาวและละเอียดมาก ถนนเลียบชายหาดกว้างขว้าง กว้างกว่าพัทยาบ้านเราอีก อีกฝั่งเป็นตึกหลายชั้นของโรมแรมต่างๆ ที่กำลังก่อสร้างก็มี ผมเคยอ่านเจอว่า เวียดนามใช้นโยบาย 5 ไม่ เพื่อพัฒนา Danang ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว นั่นก็คือ

  1. ไม่มีโสเภนี
  2. ไม่มีลักเล็กขโมยน้อย
  3. ไม่มียาเสพติด
  4. ไม่มีการพนัน และ
  5. ไม่มีขอทาน
เดินมาทั้งวัน ผ่อนคลายสักหน่ออย Footbath

ผมไม่รู้ว่าเขาทำได้จริงทั้ง 5 ข้อไหม แต่ถ้าทำได้จริง ผมจะพลอยยินดีไปกับ Danang มากๆ คืนนี้เราจบกิจกรรมกันที่ Footbath เป็นบริการเสริมที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายของโรงแรมครับ การแช่เท้าในน้ำอุ่นที่มี ตะไคร้ ใบมะกรูดผสมอยู่ มันสุดยอดมาก ผมยกนิ้วให้โรงแรมนี้ครับ แนะนำให้มา แต่ข้อเสียคือ โรงแรมไม่ได้อยู่ติดชายหาด ต้องเดินหรือใช้บริการจักรยานฟรีของที่นี่ครับ


Day 5 ดานัง (Danang) – ดอนเมือง (Don Muang Airport)

ก่อนอำลาดานัง พวกเราตื่นเช้าเพื่อไปเล่นน้ำทะเลที่ชายหาด อยากรู้ว่าจะเค็มเหมือนบ้านเราไหม อิอิ พนักงานเตรียมจักรยานให้เราคนละคัน ปั่นไปไม่ไกลก็ถึง หาจุดจอดได้ก็ลุยน้ำกันเลย มีนักท่องเที่ยวเล่นกันอยู่ก่อนแล้ว เขาจัดโซนไว้ให้สำหรับเล่นน้ำ และมี รปภ ขี่กระจูด คอยดูแลรักษาความปลอดภัย เล่นกันพอเหนื่อยก็กลับมาอาบน้ำ ทานมื้อเช้ากัน

มื้อเช้าที่นี่เป็นอาหารชุดครับ สั่งได้ไม่อั้นเท่าที่ทานไหว รสดีอย่าบอกใคร พนักงานก็น่ารัก พวกผมสั่งกันคนละ 2-3 ชุด อิอิ ก็อยากลองทานหลายๆ อย่างดู ว่าจะอร่อยทุกอย่างไหม ภายในโรงแรมมีสระว่ายน้ำด้วยนะ แต่พวกผมไม่มีโอกาสได้เล่น ก่อนจากก็ขอแชะภาพกับสาวๆ เวียดนามสักนิดเป็นที่ระทึก เราใช้บริการ Taxi meter 15 นาทีก็ถึงสนามบิน เพิ่งเคยเจอว่ามีค่าผ่านประตูสนามบินด้วย 15000 ดอง

แชะภาพกับสาวๆ เวียดนามใจดี ที่ Take care พวกเราเป็นอย่างดี

การเดินทางครั้งนี้ ผมไม่ได้คาดหวังความสนุกตื่นเต้นเหมือนทริปลาวใต้ครั้งที่แล้ว [อ่านทริปลาวใต้ คลิก!!!] ความต้องการ คือ อยากมาเยือนเมืองมรดกโลกแห่งเวียดนามสักครั้ง อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า เวียดนามมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย การได้มาเยือนโบราณสถานที่สำคัญยิ่งของโลก การได้เที่ยวเล่นสนุกย้อนวันไปวัยเด็กอีกครั้ง มันเหมือนเป็นการเติมพลังให้ชีวิตได้ก้าวต่อไป

“ความฝันไม่มีวันเดินมาหาเรา เราจะต้องออกไปค้นหามันเอง”

ฝากคลิป YouTube และกดซับตระไคร้ ให้ด้วยนะครับ


สรุปค่าใช้จ่ายหลักๆ

ค่าที่พักรวมอาหารเช้า 4 คน

  • Sunset HoiAn Hotel 79.2 usd
  • Hue Riverside Villa 63 usd
  • Mercure Danang French Villages Bana Hills 64 usd
  • John Boutique Villa 65 usd

ค่าผ่านประตูต่อคน

  • Hoi An old town 120000 ดอง
  • Marble Mountains 40000 ดอง
  • Museum of Cham Sculpture 60000 ดอง
  • Tomb of Tu Duc 100000 ดอง
  • Hue Imperial Citadel 150000 ดอง

ค่าเดินทางสำหรับ 4 คน

Taxi สนามบินดานังไปโรงแรมที่ฮอยอัน                                           25 usd

Private car (SUV) ฮอยอันไปเว้ แวะจุดต่างๆ                                  100 usd

Taxi meter จากโรงแรมไป-กลับ พระราชวังเว้                                 70000 ดอง

Private car (SUV) เว้ไปบาน่าฮิลส์                                                   60 usd

Cable car ราคาพิเศษสำหรับลูกค้าพัก Mercure                             400000 ดอง

Private taxi (SUV) บาน่า ฮิลส์ไป John Boutiuqe Villa              500000 ดอง

Taxi meter จากโรงแรมที่ดานังไปสนามบินดานัง                            170000 ดอง

เว้น่ารัก ฮอยอันน่าถีบ ย้อนอดีตสู่วันวานที่ดานัง

โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)

แผนการท่องเที่ยวหน้าหนาวครั้งนี้ ผมวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือนก่อน ความตั้งใจแรกที่คิดไว้คืออยากไป สี่พันดอน แห่งลาวใต้ เพื่อค้นหามหานทีที่ยิ่งใหญ่ด้วยตาตัวเอง แต่เมื่อได้เริ่มค้นหาข้อมูล จนกระทั่งไปพบคลิป zipline อันหนึ่งเข้า ทำให้ผมเริ่มโลเล เสียงโหวตเป็นเอกฉันท์จากเพื่อนร่วมทริป ทำให้เราเปลี่ยนเป้าหมายไปยังโบลาเวนแทน

ที่ราบสูงโบลาเวน (Bolaven plateau) ลาวใต้ เป็นพื้นที่สูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 – 1,350 เมตร ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดงหัวสาว แขวงจำปาสักทางภาคใต้ของประเทศลาว ภายในที่ราบสูงแห่งนี้จะมีน้ำตกมากมาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเล่น zipline ที่นี่ มีเสน่ห์อย่างมาก นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ได้พบเจอ พวกเรายังต้องก้าวผ่านความกลัว ความตื่นเต้นหวาดเสียวและความเหนื่อยล้า ภายในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน Continue reading “โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)”

โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)

เผลอจองตั๋ว…เลยได้ทัวร์กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย)

 

เฮ้ย!! ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันสักครั้งไหม 

เป็นเสียงคำถามจากเพื่อนคนหนึ่งในวันที่พวกเรานัดกินข้าวครบ คน โดยปกติแล้วพวกเราไม่ค่อยเดินทางไปเที่ยวด้วยกันเท่าไร คำถามที่ถามขึ้นอาจเป็นคำถามเพื่อให้มีบทสนทนาในระหว่างทานข้าวเท่านั้น แล้วก็พูดคุยว่าจะไปที่ไหน เมื่อไร ก็มีเรื่องให้คุยจนแยกย้ายกันกลับบ้าน สำหรับผมก็ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่คุยอยู่แล้ว เพราะแต่ละคนก็มีธุระ มีครอบครัว ที่จะต้องดูแล จึงหาเวลาเดินทางไปเที่ยวด้วยกันนั้นเป็นเรื่องยาก เอาแค่นัดทานข้าวเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงยังจะต้องนัดล่วงหน้าเป็นเดือน ถ้าจะหาเวลาเดินทางไปเที่ยวแล้วละก็เหอะๆยากอยู่

หลังจากนั้น วัน เสียง Line ดังปกติ คราวนี้มาพร้อมกับรูปภาพที่พัก ตั๋วเครื่องบินและวันเดินทางไปมาเลเซีย ของเว็บไซต์ Air Asia go จากเพื่อนคนที่ตั้งคำถาม ให้เราเลือกว่าจะพักที่ไหน แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับทั้งผมและเพื่อนอีกคน ผมเห็นแล้วว่าราคาแพ็คเกจที่มันส่งมาให้ดูไม่แพง แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจ จนมันบอกว่า รีบตัดสินใจสะ เอาชื่อภาษาอังกฤษมาด้วย กูจะจองให้ก่อนแล้วค่อยมาเคลียกัน” ผมกำลัง งง นึกในใจเอาไงดีวะ โอกาสที่พวกเราจะไปเที่ยวด้วยกันน้อยมาก จึงให้มันจัดการ เพื่อนอีกคนไม่ต้องพูดถึง สองคนแรกว่ายังไง มันเออ ออ ห่อหมกปลากาย ด้วยอยู่แล้ว สรุปอีก 5 วันต้องออกเดินทาง ทั้งๆที่ยังไม่ได้แผน ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย เอาวะ ค่อยไปตายเอาดาบหน้า

วันแรกของการเดินทาง

สำหรับ BUTA CAVE เป็นวัดศาสนาฮินดูที่มีท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมไม่ขาดสาย และมีถ้ำให้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศด้านในอีกด้วย แต่พวกเราไม่ได้เข้า เนื่องจากต้องเสียค่าไกด์นำทางเข้าไป ราคาก็สูงอยู่ จึงเดินขึ้น ชมแค่ภายนอก รอบๆเท่านั้น บวกถ่ายรูปไปด้วย แล้วจึงเดินทางกลับเข้าโรงแรมไปอาบน้ำอาบท่า

มาถึงแล้ววัดฮินดู ถ้ำบาตู

ต้องขึ้นมาด้านบนนะไม่งั้นเดียวจะมาไม่ถึง เล่นเอาสะหอบเลย

อ้าว!! ยังมีเดินต่อไปอีก ป๊าด

เดินขึ้นธรรมดายังเหนื่อย นี่พี่เล่นแบกของไปด้วย 3 ลัง ถถถถ!!! ยอมเลย

รถไฟสายนี้แยก โบกี้ชาย-หญิงด้วยนะ โบกี้ 1,2 ผู้ชายนั่งได้….แต่ถ้าไม่รู้ เดียวก็มีคนมาไล่เอง

แดดร่ม ลมตกก็นัดหมายเพื่อน ออกไปตึกคู่หรือ Twin Tower จริงแล้วชื่อเต็ม คือ PETRONAS Twin Tower คนที่นี้ถ้าเรียกตึกปิโตนาสจะทำหน้า งง แต่ถ้าเรียก Twin Tower บอกทางถูกเลย จากโรงแรมที่พวกเราพักเดินไปไม่ไกล เพียงแค่ 1 กิโลเมตร

อยู่ที่ตึกคู่แชะภาพนานสองนานเลยแหละ หลังจากตึกคู่แล้วพวกเราจะเดินทางไปยัง China Town เพื่อหาของกิน โดยนั่ง LRT (ฟรีอีกแล้ว) จาก KLCC ไปลง Dang Wangi และต่อสายสีเขียว Bukit Nanas ไปลง Bukit Bin tang แต่จะบอกว่าเราลงผิดสถานี ซึ่งสถานีนี้ คือ ห้างสรรพสินค้าอันดับหนึ่งของมาเลเซีย Pavilion kuala lumpur นั้นเอง จริงๆแล้วสามารถเดินต่อยัง ไชน่าทาวด์ได้ แต่ ณ เวลานั้น พวกเราทั้งหิวและเหนื่อย คงไม่เดินชมอีกเลยต้องหาของกินแถวนั้นแทน

มาตั้งไกลเพื่อมากินสิ่งนี้แหละ รสชาติไม่ต่างกันเลย

สำหรับวันแรกการเดินทางยังติดขัดๆ และยัง งง งง ก่ง ก๊ง อยู่ ดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทาง LRT ทำให้พวกเราประหยัดค่าใช่จ่ายและเริ่มคุ้นกับการเดินทาง เพราะลงผิด ลงถูก อีกทั้งรู้ว่าฟรี ลงสำรวจ เกือบทุกสถานี 5555+


วันที่สองของการเดินทาง

ฝนตกแต่เช้าเลยตอนแรกแผนว่าจะออกไปเดินสำรวจสักหน่อย รอจนกระทั่ง 10 โมง ถึงได้ออก วันนี้พวกเราจะเดินทางไปยัง Sultan Abdul Samad Building (มัสยิดจาเม็ก) โดยนั่ง LRT(สายสีชมพู) จากจุดเดิม Am pang park ไปลงสถานี MASJID JAMEK (ดูตามแผนที่ได้เลย) เดินออกจากสถานีมาก็เจอเลย แต่เสียดาย วันนั้น เขาปิดปรับปรุง อีกอย่างใกล้เที่ยงแล้วด้วย พวกเราจึงตัดสินใจไปห้าง Pavilion เพื่อหาของกินและเดินเล่นสักพัก เสร็จแล้วก็เดินทางกลับโรงแรม ฮ่าๆ ทริปนี้ ชิลจริงๆ

อากาศมันน่านอนเสียจริง มุมจากห้องพักเลย

มัสยึดปิด เดินไป ถ่ายไป

มาถึงแหละ เทียบเท่ากับห้างพารากอน เชียวนะ

มื้อเที่ยงไม่ต้องถามนะ…ว่าชั้นไหน ตอบได้คำเดียว ฉันหลงมา!!

ถึงแม้เมื่อวานไม่ได้ไปไชน่าทาวด์ วันนี้จึงต้องหาทางไปให้ได้ จึงนัดกับเพื่อนอีกครั้ง จนมันบอกว่า “มึงเอาให้ชัวร์นะ ว่าจะไม่พากู หลงอีก” เมื่อพักผ่อนเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเย็นย้ำตะเวนราตรี แต่ก่อนที่จะไป China town พวกเราได้วางแผนสำหรับการเดินทางวันรุ่งขึ้นเอาไว้ ว่าจะไป เกนติ้ง ไฮแลนด์ (Genting highlands) จึงต้องนั่ง LRT ไปลง KL SENTRAL เพื่อมาจองตั๋วรถบัสสำหรับเดินทางวันพรุ่งนี้ (แนะนำให้ซื้อตั๋วรถบัส+กระเช้า เอาไว้)

ถามทางจาก รปภ. ข้างบันไดเลื่อน มาได้เลย Go Genting by Bus

ตารางเดินรถ

ใครมา China Town ต้องไม่พลาด น้ำร้านนี้ หาไม่ยาก อยู่กลางวงเวียนพอดี ไม่รู้ว่าน้ำอะไร แต่ก็อร่อย คล้ายๆเฉาก๊วย

มีฟู๊ดคอตให้ทานด้วยนะ

มื้อเย็นร้านนี้แหละ

ใช้นิ้วชี้เอา เพราะไม่รู้มันเรียกอะไร แต่ก็อร่อยเลย

สำหรับผม China town ที่นี้ธรรมดามาก ไม่มีอะไรโดดเด่นหรือโดนใจ อารมณ์เหมือนเดินสำเพ็งบ้านเราเลย หลังจาก China town แล้วเรามาเดินซื้อช็อคโกแลตที่ CENTRAL MARKET ซึ่งออกจากตลาด China town มาก็เจอเลย จะอยู่ฝั่งเดียวกับสถานี Pasar Seni จากนั้นก็กลับเข้าโรงแรมพักผ่อน

ที่นี้ไม่มีคนบังคับรถไฟนะ หัวรถไฟทั้งสองด้าน โลงเป็นกระจกแบบนี้แหละ ถ่ายรูปสะเลย

คืนนี้ ราตรีสวัสดิ์

วันที่สามของการเดินทาง

พวกเราเดินทางมาขึ้นรถบัส ชั้นล่างของ KL SENTRAL ซึ่งเป็นรถบัส GO GENTING ที่จองตั๋วเอาไว้เมื่อวาน เราได้รอบ 11.30 จึงไม่ต้องรีบตื่น แต่ก็ต้องมาขึ้นรถก่อน 10-15 นาที และใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีก็ถึง เมื่อลงจากรถบัสแล้วก็ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 3 อ่อ ตั๋วที่เราจองนั้นเป็นตั๋วรถบัสและตั๋วขึ้นกระเช้า พร้อมแล้วก็ไปต่อแถวเลย วันนั้นตรงกับวันหยุดคนเยอะมาก ต่อแถวนานครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ขึ้น

ก่อนเดินทางก็ต้องหาของกินกันก่อน ในฟู๊ดคอตของ KL SENTRAL

รู้สึกว่ากินแต่ก๋วยเตียว ก๋วยเตี๋ยวทานง่ายสุดแหละ

รถคันนี้แหละที่จะพาเราไป

ถ้าไม่มาจองตั๋วตั้งแต่เมื่อวาน ป่านนี้ยังยืนต่อแถวอยู่แน่ๆ

มาถึงแล้วก็ขึ้นไปยังชั้น 3 ได้เลย

ตรงกับวันหยุด คนเพียบเลย

ระยะทางความยาวของกระเช้าน่าจะประมาณ 3-4 กิโลเมตร นั่งชมความสวยงามพร้อมอากาศเย็นได้อย่างสบายใจถือว่าคุ้มมากกับราคาแค่ 6 RM เมื่อมาถึง Highlands Hotel ก็เดินสำรวจและเข้าไปใน Casino ซึ่งถ้าจะเข้าไปนั้นจะต้องเอากระเป๋า กล้องถ่ายรูป ไปเก็บในล็อคเกอร์เสียก่อน เราเดินถามทางอยู่นานสองนานกว่าจะเจอล็อคเกอร์ (แนะนำให้ถามจากพนักงานโรงแรมดีที่สุด)

น่าเสียดายที่ภายใน Casino เขาห้ามถ่ายภาพ จริงๆก็อยากแอบถ่ายนะ แต่บอกตรงๆเลยว่า “กลัว” เดียวโดนจับไม่ได้กลับประเทศกันพอดี แต่ในส่วนของโรงแรม ร้านค้าข้างใน ถ่ายรูปได้ตามปกติ เพียงแต่เราไม่ได้ถ่ายมา หลังจากนั้นถ้าจะกลับให้เดินมาที่จุดกระเช้าจอดตอนขึ้น เพื่อซื้อตั๋วขาลง เมื่อลงจากกระเช้าแล้ว จะผ่านร้านของทีระลึก ให้มาที่ชั้นสอง ไปเคาเตอร์ GO GENTING เพื่อซื้อตั๋วรถบัสขากลับ ถ้าใครรู้เวลากลับที่แน่นอนก็จองตั๋ว ขาไป-ขากลับ จาก KL SENTRAL ไว้เลยก็ได้ แต่เราซื้อแค่ขามา ขากลับไม่ค่อยมีรถไป KL SENTRAL มีแค่ไปจอดที่ LRT GOMBAK ซึ่งโชคดีมาก เป็นเส้นทางที่เราต้องใช้กลับโรงแรมอยู่แล้ว และที่สถานี GOMBAK ก็สามารถนั่งรถจากที่นี้ขึ้น ได้ด้วยเช่นกัน อ่อ รถบัสหมด 2-3 ทุ่มนะ แต่ต้องดูด้วยว่าเต็มหรือยัง ใครจะไปแบบไม่ค้างก็วางแผนให้ดี


วันที่สี่ของการเดินทาง

วันสุดท้ายสำหรับวันนี้ไม่มีทริปไปไหน จริงๆแล้วก็แผนไว้นะว่าจะไป Putrajaya & Cyberjaya แต่โหวตกันแล้ว จะไปเดินหาซื้อของฝากแถว Pavilion วันนี้ทั้งวันก็เดินห้าง รอจนได้เวลาเดินทางกลับเมืองไทย

ตึกโรงแรมที่พวกเราพัก

เดินเล่นครั้งสุดท้าย

ลองเรียก Uber มาใช้บริการไปสนามบิน ถูกกว่านั่ง KLIA EXPRESS อีก (Y_Y) 80 RM เอง มารู้ตอนจะกลับเสียแล้ว

มื้อสุดท้ายในสนามบิน ตั้งแต่มาเที่ยวยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลย กินแต่เส้น

สำหรับค่าใช่จ่ายของทริปนี้ บอกตรงๆไม่ได้จดไว้เลย แต่ค่ากินก็ตกมื้อละ 10-50 RM ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับร้าน ส่วนค่าเดินทางราคาไม่สูงมากนัก แต่ขอบอกอย่าเรียกรถแท็กซี่ใช้เพราะโกงราคาแน่นอน แนะนำ Uber ดีกว่า แต่อย่าไปจอดรับ-ส่งใกล้ๆแท็กซี่ละ เดียวเป็นเรื่อง

ค่าตั๋วเครื่องบิน + ค่าที่พัก 3 คืน = 6090/คน บาท

เงินที่แลกไป 5000/บาท เหลือประมาณคนละ 1000-1200 บาท

(“เราไม่สามารถปรับแต่งสถานการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นได้..แต่เราสามารถปรับทัศนคติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้”)

เผลอจองตั๋ว…เลยได้ทัวร์กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย)

หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)

จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปซาปาครั้งนี้มาจากการได้อ่านกระทู้ในเวปพันทิปเที่ยวซาปาหน้าร้อน ตั้งแต่ธันวาคม 2559 เห็นภาพนาขั้นบันไดแล้วอยากไปเยือนซาปามาก ว่าแล้วก็เตรียมแผนการ “หนีร้อนไปพึ่งเย็น ณ ซาปา” ทันที โดยขั้นตอนผมได้ทำแบ่งออกมาเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้ Continue reading “หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)”

หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)