เดินเล่นย้อนยุค ที่ตลาดเก่าหัวตะเข้

วันนี้ผมผ่านไป สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) เลยแวะเดินเล่นที่ ตลาดเก่าหัวตะเข้ขับรถเข้าทางสถานีรถไฟห้วตะเข้ ผ่านหอสมุดแห่งชาติลาดกระบัง จอดรถไว้ที่วิทยาลัยช่างศิลป ต่อด้วยเดินเท้าเข้าทาง ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม เดินไปตามทางเล็กๆในชุมชนที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนหัวตะเข้จนเจอตลาด ตัวตลาดทอดยาวขนานไปกับคลองประเวศบุรีรมย์ความยาว 300 เมตร เดินสบายเพราะผู้คนไม่พลุกผล่าน มีจุดให้แวะถ่ายรูปเป็นระยะ อาคารบ้านเรือนและร้านค้ายังคงรักษาสภาพในอดีต อย่างเช่น โรงกลึง ร้านตัดผม ร้านโชห่วย ตลาดไม่ได้ใหญ่โต ร้านค้าไม่ได้มากมาย เดินไม่นานก็สุดตลาด แต่ตลอดเส้นทางเดินผมเห็นความพยายามของคนในชุมชนที่พยายามจะรักษาตลาดแห่งนี้เอาไว้ ผมเลยมาช่วยอีกแรง 

สิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนตลาดเก่าแห่งนี้

  • เกี๊ยวกุ้งน้ำใส ก๋วยเตี๋ยวโรงกลึง
  • คอฟฟี่มินต์ ณ ลาดกระบัง
  • นั่งชิลริมน้ำ ที่สี่แยกหัวตะเข้
  • ถ่ายรูปกับภาพวาดเท่ๆ ที่ Street Art

ตลอดทางที่ผมเดินเห็นนักปั่นจักรยาน จับกลุ่มกันนั่งพักตามจุดต่างๆ ไว้ว่างๆ ผมจะมาปั่นบ้างคร้าบบ

ไม่เขียนเยอะ เจ็บมือ…ต้องไปด้วยตัวเอง


“I want to make memories all over the world”

เดินเล่นย้อนยุค ที่ตลาดเก่าหัวตะเข้

เว้น่ารัก ฮอยอันน่าถีบ ย้อนอดีตสู่วันวานที่ดานัง

เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนไทยไปเที่ยวกันเยอะมาก ทั้งวัฒนธรรมที่น่าศึกษา ธรรมชาติที่สวยงาม โดยเฉพาะทะเล จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนได้ตลอด เฉกเช่นเดียวกับผม เมื่อปีก่อนผมมีโอกาสได้ไปเยือนซาปา ดินแดนทางตอนเหนือของเวียดนาม มีพื้นที่เป็นภูเขาสูง ทุ่งหญ้า ทุ่งนา และได้ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านตามชนบทของที่นั้น ในครั้งนี้ผมลงมาเที่ยวตอนกลางของเวียดนาม ดานัง เว้ ฮอยอัน ที่มีทั้งภูเขา ทะเล แม่น้ำ โบราณสถาน วิถีชีวิตของคนเมือง และสวนสนุก

Day 1: ดอนเมือง (Don Mueng Airport)-ดานัง (Danang Airport)-ฮอยอัน (Hoi An)

การเดินทางครั้งนี้ผมใช้บริการของสายการบิน Thai AirAsia จากดอนเมืองมุ่งสู่ดานัง หลังจากเช็คอิน และโหลดกระเป๋า พวกผมก็มุ่งตรงไป King Power Lounge จิบกาแฟและชิมซาลาเปาอร่อยๆก่อนขึ้นเครื่อง ตอนจองไฟล์ทนี้เวลา 10.10 น แต่ได้ขึ้นบินจริงๆ ก็เกือบ11โมง ผู้โดยสารเต็มลำ กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม

ท่าอากาศยานนานาชาติดานัง (Da Nnang International Airport) เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งในเขตตอนกลางของเวียดนาม ดูโอ่อ่า ทันสมัย สวยงามกว่าสนามบินนานาชาติโหน่ยบ่ายกรุงฮานอยมาก หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกผมก็ออกมามองหารถของโรงแรมที่จองไว้ให้มารับ วันนี้เราจะมุ่งตรงไปฮอยอันกันเลย

คนขับรถขับได้ช้ามากในความรู้สึกของผม ระยะทางแค่ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แต่เพราะกฎจราจรควบคุมความเร็วในเขตชุมชนไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนนอกเมืองให้ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งชาวเวียดนามเคร่งครัดในการรักษากฎมาก ผมนั่งเฝ้าสังเกตหน้าปัดความเร็ว ไม่มีสักครั้งที่จะเกิน ยอมใจครับ ดานังเป็นเมืองชายทะเลที่กำลังแจ้งเกิด เพราะระหว่างทางที่รถผ่าน ผมเห็นสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตกำลังถือกำเนิดขึ้นมากมาย ตึกสูงหลายสิบชั้น โรงแรม หมู่บ้านของผู้มีอันจะกิน เห็นได้ทั่วไป ให้ความรู้สึกคล้ายพัทยาแต่ใหม่กว่า และไม่แออัดเท่า

เมื่อเข้าสู่เมืองฮอยอัน ตึกรามบ้านช่องน้อยชั้นลง เห็นร้านอาหาร โรงแรม เกรสเฮ้าส์น้อยใหญ่อยู่เรียงราย คืนนี้พวกผมพักกันที่ Sunset HoiAn Hotel ทำเลดีมาก ใกล้เขตเมืองเก่า (Hoi An Old Town) สะพานญี่ปุ่น (Japanese covered bridge) และตลาดกลางคืน (Night market) ตัวห้องพักกว้างขว้าง แต่ตัวโรงแรมค่อนข้างเก่า อาจจะพบสิ่งของบางอย่างชำรุดได้

บ่ายแก่ๆ ก็ได้เวลาสำรวจเมือง ผมเลือกวิธีเดินเท้า เนื่องจากวันที่ผมไปเป็นวันเสาร์ พอออกมาจากโรงแรมก็พบกับมวลมหาประชาชน ถ้าใช้จักรยานตอนนี้คงไม่ต้องไปไหนกันแน่ ก่อนอื่นต้องชื้อตั๋วชมเมืองตรงสะพานข้ามไปยังเขตเมืองโบราณกันก่อนคนละ 120000 ดอง จะได้ตั๋วพร้อมแผ่นพับแผนที่ชมเมือง ซึ่งจะมีเพียง 5 สถานที่ที่จะต้องใช้ตั๋วเล็กๆ มาพร้อมกับตั๋วที่เราซื้อ พวกผมก็เดินแบบสุ่มแล้วแต่สายตาสนใจสิ่งไหน ก็ไปตรงนั้น ไม่ได้เจาะจงสถานที่ใดเป็นพิเศษ แต่ก็ใช้ตั๋วครบทั้ง 5 แห่งโดยบังเอิญ

ฮอยอันเมืองเก่า (Hoi An Old Town) จุดเด่นของเมืองคือ สีเหลืองของอาคารเก่าซึ่งเป็นงานก่อสร้างผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีน ญี่ปุ่นและยุโรป กลายเป็นเอกลักษณ์คงอยู่เป็นฮอยอันจนทุกวันนี้ ตึกรามบ้านช่องเกือบทั้งหมดถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านค้าสารพัด ทั้งเสื้อผ้า งานศิลปะ ของที่ระลึกต่างๆ ร้านอาหาร และร้านกาแฟที่มีเห็นให้อยู่ทั่วไป ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นเมืองมรดกโลกที่ตกแต่ง ฮ่าๆๆ อย่าได้ถือสา ปากหนาๆ ของผม

เดินกันจนเย็น ท้องก็ร้องตามเวลา เราเลือกทานอาหารและขนมพื้นบ้านของเวียดนาม เรียกว่าอะไรก็ไม่รู้เพราะสื่อสารกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง หน้าตาเหมือนก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแห้ง กับเต้าทึงใส่น้ำแข็ง รสชาติอร่อยดี ส่วนตอนที่เดินเล่นในเมืองเก่าก็ได้ลองขนมเป็นแป้งก้อนสีขาวกลมๆ แม่ค้าเขาติดป้ายว่า “Mango Cake” ก็อร่อยดี แต่ราคาแรงไปนะป้า 4 ก้อนเล็กๆ เรียกราคา 50000 ดอง หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ออกเดินกันต่อ

มาถึงถิ่นก็ต้องลองกินมันทุกอย่าง

Mango Cake แอบแพงนะจ๊ะนะ

สะพานญี่ปุ่น (Japanese Covered Bridge) สร้างโดยชุมชนชาวญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1593 เพื่อเชื่อมไปยังชุมชนชาวจีน เสร็จในปี ค.ศ. 1595 สะพานนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวนัก ผู้คนมามุงถ่ายรูปกับสะพานกันแออัด กลิ่นน้ำเน่าในคลองสีดำก็คละคลุ้งไปทั่ว เฮ้อ ทำไมเขาไม่ดูแลน้ำในคลองน้อยๆ นี้ให้สะอาดหนอ เสียชื่อเมืองมรดกโลกเลย

อาทิตย์ตกดิน พวกผมก็ออกสำรวจ Night market กัน จากโรงแรมเดินไปนิดเดียวก็ถึง ตลาดเต็มไปด้วยผู้คน ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ทั้งนักท่องเที่ยว ช่างคึกคักนัก ของกินของที่ระลึกมีให้เลือกมากมาย ที่สะดุดตาผมก็เห็นจะเป็นโคมไฟหลากสีหลายรูปทรง พอมาอยู่รวมๆ กัน ช่างสวยงามนัก กับวิวแม่น้ำ Thu bon ยามค่ำ มีแสงไฟจากกระทงน้อยลอยอยู่ในแม่น้ำคล้ายเทศกาลลอยกระทงของบ้านเรา มีพ่อค้าแม่ค้าขายกระทงพร้อมมีบริการออกเรือไปลอยกระทงในแม่น้ำ หรือใครไม่ลอยกระทง จะเช่าเรือไปนั่งเล่นในแม่น้ำก็ได้

มื้อค่ำนี้เราอยากลองอาหารพื้นเมืองริมแม่น้ำพร้อมจิบเบียร์ไปด้วย ร้านอาหารคนเต็มซะส่วนใหญ่ ดังนั้นไม่มีสิทธิ์เลือกมาก ตรงไหนว่างต้องรีบเข้าไปจับจองที่นั่ง เลือกอาหารจากเมนูรูปภาพ ที่มีราคากำกับไว้ พี่สาวในกลุ่มก็แว้บออกไปซื้อเบียร์มาตามจำนวนคน พอเปิดกระป่องเบียร์ยังไม่ทันได้จิบ เจ้าของร้านก็โวยวายเป็นภาษาอังกฤษ “No beer No beer” จับใจความได้ว่า กินเบียร์ตรงนี้ไม่ได้ ตำรวจจับ พวกผมต้องรีบเก็บเบียร์ลงจากโต๊ะ (ในใจยังสงสัย ไม่ให้กิน ทำไม มีคนขายอยู่ริมทางเท้า) มื้อนี้เลยจบแบบเซ็ง ๆ

มื้อเย็น คล้ายไก่ย่าง แต่ก็อร่อยนะ

เดินเล่นหลังอาหารสักพักฝนก็ตกลงมาโปรยๆ หาร้านนั่งหลบฝน จิบเบียร์ ถามแม่ค้าว่าจะไปซื้อขนมมานั่งทานกับเบียร์ตรงนี้ได้ไหม เขาก็ไม่ให้ เฮ้อ นั่งอยู่สักพัก เลยตัดสินใจซื้อของกินไปนั่งกินต่อในห้องพักดีกว่า


Day 2: ฮอยอัน (Hoi An)-เว้ (Hue)

เช้ามืดวันนี้ พวกเรานัดกันไปถีบจักรยานเล่น ที่โรงแรมมีรถจักรยานให้เช่า สะดวกพวกเราไม่ต้องไปหาเช่าที่อื่น แนะนำว่าการถีบจักรยานในเมืองฮอยอันควรจะถีบช่วงเช้า ผู้คนสัญจรไปมายังน้อย จะสะดวกและง่ายกว่าช่วงอื่น แต่กระนั้นจังหวะการข้ามถนนไปอีกฝากหนึ่งก็ต้องระวังให้มาก เพราะถนนที่เวียดนามสลับเลนวิ่งกับเมืองไทย อาจจะงงๆสักหน่อย และรถจักรยานยนต์ก็เยอะ ไม่ค่อยจะยอมให้จักรยานคันน้อยๆไปก่อนซะด้วย

ตลาดสดยามเช้าพลุกพล่านวุ่นวาย น่าสนุก เสียดายได้แค่ผ่านไม่ได้แวะสำรวจจริงจัง ผ่านตลาดมาได้ก็ถีบกันสบายๆ คนน้อย รถน้อย ได้ชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำ Thu bon แสงอาทิตย์อ่อนๆ กำลังสาดส่องลงมา ชื่นใจนัก เราปั่นกันจนถึงสะพานข้ามฝั่งไปทุ่งนา แต่ไม่ได้ข้ามไปเพราะรู้สึกหิวกันแล้ว เลยได้แค่ถ่ายภาพสะพานกลับมา ขากลับประชาชนชาวเวียดนามเริ่มทยอยออกนอกบ้าน รถลาเริ่มขวักไขว่ ข้ามฝั่งยิ่งยากขึ้น กว่าจะถึงโรงแรมก็หอบกันน้อยๆ

มื้อเช้าของโรงแรมรวมในค่าที่พักเรียบร้อย เป็นบุฟเฟ่แบบฝรั่ง แต่ก็มีข้าวต้ม และเฟ๋อให้เลือกลอง รสชาติไม่ขี้เหร่ ผมก็จัดไปเต็มพุงเพราะตารางเที่ยววันนี้ช่างแน่นนัก กองทัพต้องเดินด้วยท้อง

Check out 10 โมง วันนี้เราจะไปนอนที่เว้ (Hue) กัน 1 คืน เดินทางด้วยรถ Fortuner พร้อมคนขับส่วนตัว (ซื้อแพคเกจของ Danang Car) แผนการเที่ยวที่วางไว้ของวันนี้ คือ

  1. Marble Mountains
  2. Danang Museum of Cham Sculpture
  3. Hai Van Pass
  4. Lang Co Beach
  5. Tomb of Tu Duc
  6. Hue Imperial Citadel
  7. Thien Mu Pagoda

แผนก็คือแผนครับ อิอิ แล้วไปดูกันเราทำตามแผนได้มากน้อยแค่ไหน

รถมารับก่อนเวลานิดหน่อย คนขับชื่อโนอา พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ถ้าถามเยอะๆ ลงรายละเอียดก็จะมีปัญหาในการอธิบาย ออกจากโรงแรมประมาณ 30 นาทีเราก็ถึงจุดแรกคือ

  • ภูเขาหินอ่อน (Marble Mountains) เมืองดานัง ก่อนจะเข้าไปชมได้ก็ต้องซื้อตั๋ว ทุกสถานที่ท่องเที่ยวของเวียดนามต้องเสียค่าผ่านประตู ค่าเข้าชมต่างหากอีก ผมใช้บริการลิฟท์ขาขึ้น ด้านบนจะมีแผนที่แนะนำจุดต่างๆ เช่น เจดีย์ ถ้ำ จุดชมวิว มีอยู่ 14 จุด พวกผมก็เดินตามใจครับ ใช้เวลากันประมาณ 40 นาทีก็เดินลงกัน

ค่าบริการลิฟท์ต่อเที่ยว 15000 ดอง

ค่าบัตรเข้าชม 40000 ดอง

  • Danag Museum of Cham Sculpture พิพิธภัณฑ์ประติมากรรรมจาม ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ Han เมืองดานัง ที่มีสะพานมังกร (Dragon Bridge) ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นโบราณวัตถุอายุมากกว่า 1000 ปี ขุดพบจากโบราณสถานหมีเซินของอาณาจักรจามปา ผมไม่ค่อยมีความรู้ด้านโบราณวัตถุนัก แต่พอได้เดินดูแล้วก็รู้สึกว่ารูปสลักหินเหล่านี้ทรงคุณค่ายิ่งนัก แต่ที่ถูกใจผมยิ่งกว่าคือ มีการจัดแสดง “Exhibition Vietnam Heritage Photo Awards 2017” ภาพถ่ายนำมาจัดแสดงสวยมากครับ คนชอบถ่ายรูปอย่างผมนี่อึ้งเลย โชคดีจริงๆ ที่ได้เห็น

ค่าบัตรเข้าชม 60000 ดอง

  • Hai Van Pass ถนนจากดานังไปเมืองเว้ เป็นเส้นทางสวยงาม เราจะเห็นวิวเวิ้งทะเล ถนนคดเคี้ยว มีหลายช่วงที่โค้งหักศอก และมีอุโมงค์เขาว่ายาวที่สุดในเอเชียใต้ 6.28 กม. ชื่อว่า “ไฮเวินพาส (Hai Van Pass) โนอาแวะให้เราถ่ายภาพประมาณ 10 นาที (ในใจคิด ตรงวิวสวยๆ ของอ่าว ไม่จอดให้ถ่าย มาจอดทำไมตรงนี้ฟร่ะ ขัดใจนัก)

ปลาหมึกราดซ๊อสเปรี้ยวหวาน เมนูนี้แหละที่ต้องสั่ง 2 จาน

  • Lang Co Beach โนอาจอดให้เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ The Lagoon ในเขตเมืองเว้ ร้านอาหารริมชายหาดลังโค ขอบอกว่าราคาแรงมาก แต่ก็อร่อยดี พวกเราติดใจปลาหมึกราดซ๊อสเปรี้ยวหวานจนต้องสั่งจานที่ 2 อิ่มหนำสำราญก็ไปกันต่อ

  • Tomb of Tu Duc สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก พื้นที่กว้างใหญ่ภายในกำแพงเก่าแก่ ภายในมีทะเลสาบ Luu Khien เขาว่าที่นี่จักรพรรดิตือดึ๊ก แห่งราชวงศ์เหงียน เป็นคนออกแบบทั้งหมด มีเกาะขนาดเล็กกลางน้ำไว้ให้พระองศ์ล่านกเล็กๆ มีศาลาริมน้ำใช้นั่งสมาธิและท่องบทกวี ส่วนของสุสานจะเป็นเหมือนอิฐสีเทาก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม (แต่เขาว่าเป็นสุสานปลอม) ผมใช้เวลากับที่นี่เกือบ 2 ชั่วโมง เพราะมันร่มรื่น กว้างใหญ่ ถ่ายรูปเพลินจนพี่ๆมาตามกลับ

ค่าบัตรเข้าชม 100000 ดอง

โนอาพาพวกผมมาปล่อยไว้หน้าทางเข้าพระราชวังเว้ (Hue Imperial Citadel) แล้วนัดแนะจุดนัดพบ ผมเดินไปที่ซื้อตั๋วเข้าชม พนักงานกลับบอกว่า หมดเวลา เพราะพระราชวังปิดเข้าชม 17.00 น ซึ่ง ณ ตอนนั้นเป็นเวลา 16.45 น เธอบอกว่าอย่างน้อยต้องใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการเดินชมพระราชวัง และให้พวกเรากลับมาใหม่พรุ่งนี้เช้า เพื่อนผมจึงโทรเรียกโนอามารับไปส่งโรงแรม

Hue Riverside Villa ที่พักริมน้ำขนาดเล็ก ออกแบบได้น่ารักน่าพักมาก การออกแบบเรือนพักในพื้นที่จำกัดให้ลงตัว ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด แม้ว่าทางเข้าจะไม่สะดวกรถยนต์เข้ามาไม่ถึงโรงแรม ต้องแว้นหรือเดินเข้ามาเท่านั้น แต่ความรู้สึกไม่สะดวกนี้ก็หายไปทันที่เมื่อเห็นที่พัก และพบกับ Welcome drink อีกทั้งพนักงานมีหัวใจบริการ พร้อมตอบคำถาม ยิ้มแย้มแจ่มใส และสุภาพ (ผมประทับใจรอยยิ้มของพนักงานสาวโรงแรมแห่งนี้จัง)

ติดริมแม่น้ำ บรรยากาศน่าจิบเบียร์มากๆ

Welcome drink ของที่นี้เป็นเสาวรสของโปรดผมเลยล่ะ

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ได้เวลาออกหากินของพวกผม เราตกลงกันว่าจะไปตามลายแทงของสาวน้อยรีเชฟชั่นแนะนำไว้ เราเดินไป Walking Street เพื่อจะไปร้าน “Hang Me Me” เราสั่งอาหารบนเมนูที่มีรูป อาหารส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของแป้ง แล้วห่อด้วยไส้ต่างๆ บางจานหน้าตาเหมือนขนมครก บางจานห่อมาเหมือนห่อหมก พวกเราก็สนุกสนานกับการทานอาหารหน้าแปลกๆ รสชาติก็แล้วแต่คนชอบ เพราะผมชอบบางอย่าง ไม่ชอบบางอย่าง

พวกเราเดินเล่นหลังอาหารไปตามถนนของ Walking Street เห็นคนมุงดูอะไรกันกลุ่มใหม่ ด้วยความสอดรู้ ผมก็แทรกตัวเข้าไปดู เห็นวัยรุ่นชายหญิงอายุน่าจะประมาณ 20 กำลังเซ็ตเครื่องดนตรีกันอยู่ สักพักก็ได้ยินเสียงใสๆ ของสาวน้อยในวงนั้น ฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับ แต่ก็เพราะดี พวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ เพราะทางเดินกว้างขว้างไม่แออัดเหมือนฮอยอัน นักท่องเที่ยวฝรั่งจับจองนั่งตามร้านขายเครื่องดื่มกัน 2 ข้างทาง แสง สี และเสียงเพลง ทำให้เดินกันเพลิน

เราเดินต่อไปยังสวนสาธารณะก่อนถึง Night Market ได้ยินเสียงเพลงและกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ ประมาณ 30 คนได้ นั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม บางคนเล่นกีต้าร์ บางคนปรบมือ มีคนเล่นกลองเป็นหัวโจกให้จังหวะ ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ผมสะดุดในท่วงทำนองที่ได้ยิน ถึงฟังไม่ออก แต่ภาษาดนตรีใช้ใจฟังก็รู้ว่าเพราะ ผมจำท่อนฮุกในเพลงนำมาค้นหาใน YouTube จนเจอ Just wana be with you (ก็เพลงที่ผมใช้ประกอบในคลิปนี้แหละครับ) ผมชอบบรรยากาศของเมืองมรดกโลกแห่งนี้มากกว่าฮอยอัน ผมรู้สึกว่า มันช่างน่ารัก สบายๆ และผู้คนรักในเสียงดนตรี


Day 3 เว้ (Hue) – บาน่า ฮิลส์ (Ba Na Hills)

เช้าวันนี้ตื่นกันแต่เช้าเพื่อมาทานอาหาร พนักงานจัดโต๊ะไว้ต้อนรับตามจำนวนแขกที่มาพัก เราได้โต๊ะใหญ่สุด เพราะโต๊ะอื่นจะนั่งกัน 2 คน มื้อเช้าเป็นอาหารชุดแล้วแต่สั่ง  นั่งทานไปชมวิวแม่น้ำไป ฟินมากครับ เสียดายที่ต้องรีบจัดการมื้อเช้าให้เสร็จ เพราะเราต้องไปเก็บตกพระราชวังเว้ ที่เมื่อวานไม่ได้เข้าไป พวกเราใช้บริการ Taxi meter จากทางโรงแรมเรียกให้ ขับข้ามสะพานแม่น้ำหอม ไปอีกฝาก 10 นาที ก็ถึงพระราชวัง (มิเตอร์สตาร์ทที่ 6500 ดอง จบที่ 35000 ดอง)

เมืองเว้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับฮอยอัน ค่าบัตรผ่านเข้าชมพระราชวัง Hue Imperial Citadel คนละ 150000 ดอง พวกผมโชคดีมาก มาทันได้ดูช่วงทหารเปลี่ยนกะพอดี เมื่อผ่านประตูทางเข้า ก็พบกับความยิ่งใหญ่ของพระราชวังที่เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์เหงียน พวกเราใช้เวลาที่มีอยู่ 2 ชั่วโมงกันอย่างจุใจ เมื่อมองดูโบราณสถานแห่งนี้ แสดงถึงความยิ่งใหญ่ในครั้งอดีต คอยย้ำเตือนให้ผมคิดเสมอว่า ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน มาแล้วไป เกิดแล้วดับ ใหญ่โตแค่ไหน สักวันหนึ่งก็เหลือแค่ซากปรักหักพัง พวกเราเดินทั่วพระราชวัง ก่อนจะรีบกลับโรงแรม เพื่อเปลี่ยนที่นอนในคืนนี้

น้ำมันอะไรม่รู้ แต่หอมดีนะ

โนอามารับตรงเวลานัด 10 โมง คืนนี้เราจะไปกลับดานัง ไปนอนกันบนบาน่าฮิลส์ โนอารักษาระดับความเร็วไว้ที่ 60 กม/ชม เป๊ะ แต่กระนั้นก่อนถึง บาน่า ฮิลส์ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เกิดเรื่อง รถเก่งทางด้านขวาที่อยู่เลนกลาง ขับเข้ามาชนกับช่วงล้อหลัง ทั้งคู่หยุดรถ เปิดหน้าต่าง แล้วก็ตะโกนใส่กันในภาษาที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง ไม่น่าจะเกิน 2 นาที ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ไม่มีเรียกประกัน ไม่มีเรียกตำรวจ ไม่มีการลงจากรถ ผมงงกับเหตุการณ์ว่าทำไมมันจบง่ายขนาดนี้ (ถ้าเป็นเมืองไทยนะเหรอ …) ก่อนถึงจุดหมาย ถนนสองข้างทางขายน้ำมันอะไรสักอย่าง ถามโนอา ก็ได้คำตอบว่าน้ำมัน ทำจาก Tree  ถามว่าต้นอะไรก็ไม่รู้ โนอาเลยพาแวะร้านข้างทาง ชี้ให้ดูวิธีที่เขากลั่นน้ำมัน และเอาซากใบไม้อะไรสักอย่างให้ดู กลิ่นน้ำมันหอมมากครับ เขาว่าเอาไว้นวดตัวดี พวกผมเลยได้ซื้อกลับมา 3 ขวด ขวดละ 100000 ดอง

โนอามาส่งที่สถานี cable car เราบอกว่าให้ไปสถานีที่ขึ้นตรงเลย เพราะเราจองที่พักโรงแรมเมอร์เคียว ดานัง ไว้ข้างบน จะได้สิทธิ์ซื้อตั๋วราคาถูกกว่าปกติ แต่ต้องไปขึ้นอีกสถานี เขาก็บอกที่นี่แหละ เถียงกันไปมาสักพัก เห็นว่าเขายืนยันจะส่งเราตรงนี้ก็เลยลง ทั้งที่ในใจก็รู้ว่าไม่ใช่ตรงนี้ (ไม่ค่อยประทับใจโนอาเท่าไร ออกจะขี้เกียจ ไม่ค่อยบริการ) พวกผมตรงไปช่องขายตั๋วเพื่อสอบถามพนักงาน พนักงานบอกให้รอตรงนี้ จะให้รถโรงแรมเมอร์เคียวมารับ (ประทับใจบริการนัก) สักพักก็มีรถกอล์ฟขับมารับเราไปอีกสถานี

Ba na cable car ได้ถูกบันทึกสถิติในกินเนสส์ไว้ว่า “Longest non-stop single-track cable car” เมื่อ 23 มีนาคม ค.ศ. 2013 ด้วยระยะทาง 5,801 เมตร ก็คือ สถานีที่พวกผมขึ้นไปนี่แหละครับ นั่งกระเช้าประมาณ 15-20 นาทีก็ถึง

http://www.guinnessworldrecords.com/world-records/longest-non-stop-single-track-cable-car

ราคาตั๋วไป-กลับ cable car + สวนสนุก Sun World สำหรับลูกค้าที่พักบน Mercure Danang French Villages Bana Hills คือ 400000 ดอง

ถ้าไม่พักด้านบน จ่าย 650000 ดอง

Sun World Bana Hills เมืองแห่งความสนุกและโลกเทพนิยาย” คือนิยามของผมที่ให้ไว้ เพราะความรู้สึกแรกที่เห็น “นี่มันออกมาจากหนังสือเทพนิยายชัดๆ” พวกเราเข้าไปเช็คอินในโรงแรมกันก่อน แต่ยังไม่ได้ห้องต้องรอบ่าย 2 โมง จึงฝากกระเป๋าไว้แล้วออกเดินสำรวจร้านอาหารเป็นอย่างแรก มีร้านบุฟเฟ่ห์ ร้านอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง แต่ละร้านราคาแรงพอดู พวกเราจึงหา Hot Dot รองท้องกันไปก่อน กะว่าจะจัดหนักบุฟเฟ่ห์ตอนมื้อเย็น พอบ่าย 2 เราก็กลับไปเช็คอินอีกครั้ง ห้อง Family ที่จองไว้ สวยงามและสะดวกสบายพอควร เตียง King size กับเตียง 2 ชั้น ห้องอาบน้ำและห้องส้วมแยกกันคนละห้อง ติดตรงไม่มีกลอนล็อตในห้องน้ำ และมีช่องว่างระหว่างประตูห้องน้ำประมาณ 1 นิ้ว พักผ่อนล้างหน้าล้างตากันเสร็จ ก็ออกสำรวจ Sun World กันอีกรอบ ครั้งนี้เราจะนั่ง cable car อีกเส้นไปลงสวนดอกไม้ อยู่บนนี่จะนั่ง Cable car จะเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ได้ไม่จำกัด แค่ไม่นั่งลงไปที่สถานีข้างล่างเป็นพอ เพราะถ้าลงไปแล้วถือว่าจบ

ออกจาก Cable Car ผมนั่งรถรางต่อไป D’Amour Flower Garden ทุกมุมบนนี้จัดไว้อย่างสวยงามยากที่จะบรรยายเป็นตัวหนังสือให้เห็นภาพได้ ดูจากรูปสวยๆที่ผมเก็บมาฝากแทนแล้วกัน เราเดินเล่นกันจนเกือบ 5 โมงเย็นถึงนั่ง Cable Car กลับขึ้นไปโรงแรม อาบน้ำอาบท่า แล้วไปทานบุฟเฟ่ห์ของโรงแรม (ตอนเย็นจะมีร้านอาหารอยู่แค่ 2-3 แห่ง) ผมว่า รสชาติอาหารน่าจะดีกว่านี้นะ ราคาก็มิใช่น้อย 325000 ดองต่อคน หลังจากกินจนพุงกางก็ขึ้นห้องพัก (ทั้งๆ ที่ปากก็แอบติเขา) ตอนแรกพวกเรานัดกันว่าจะไปเล่นน้ำสระในร่ม แต่นอนพักพึ่งพุงกันนาน จนไม่มีใครยอมขยับ สรุป นอนกันเลยแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันต่อ


 Day 4 กลับเป็นเด็กอีกครั้ง ณ Fantasy Park

ผมดีดตัวตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บภาพทะเลหมอกและดวงอาทิตย์ยามเช้า ของจริงสวยเกินบรรยาย ทุกมุมจัดไว้อย่างสวยงามและมี concept ของมัน หลังจากถ่ายภาพผมตั้งใจจะไปเล่น Alpine Coaster (เล็งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่คนต่อแถวเยอะมาก) เป็นคนแรกๆ ของวันนี้ ป้ายติดไว้ 9.00 น เปิดให้บริการ ผมไปรอตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง แต่ก็ยังไปหลังอาจูม่า 3 คน มายืนแถวรออยู่แล้ว พอ 9 โมงเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเลื่อนเปิดเป็น 9.30 น ความฝันผมพังทลาย และไม่อาจรอต่อไปได้ มิเช่นนั้นจะเลยเวลาบุฟเฟ่ห์เช้าของโรงแรม ผมจึงตัดใจเดินจากมาแล้วไปห้องอาหารของโรงแรมแทน

อาหารเช้าก็เหมือนโรงแรมทั่วไป รสชาติก็เหมือนเมื่อวาน แต่ผมก็อัดจนเต็มท้อง แล้วกลับไปอาบน้ำ เก็บกระเป๋า เช็คเอ้าท์ ฝากกระเป๋าไว้ที่ล็อบบี้โรงแรม แล้วไปเล่นสนุกกัน แน่นอนครับ Coaster คือสิ่งแรกที่ผมเล่น เล่น 2 รอบ 2 เส้นด้วย อิอิ หนำใจแล้วก็เข้าไป Fantasy Park มีหลายชั้นมาก มีโซนเกมส์ หนัง 4 มิติ 5 มิติ โลกล้านปี บ้านผีสิง เลือกตามใจชอบเลยครับ ไม่ต้องเสียเงินค่าตั๋ว ไม่ต้องหยอดเหรียญตู้เกมส์ อ้อ ยกเว้น พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง ผมเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เล่นเครื่องเล่นสมัยเด็ก เล่นเกมส์ตู้ที่สมัยก่อนต้องหนีแม่มาแอบเล่น เล่นรถบั๊มกระแทกกันสนุกสนาน มีความสุขจริงๆ

บ่าย 2 โมงครึ่ง ก็เตรียมตัวลง วันนี้เราจะไปนอนกันที่ Danang Beach เมื่อลงมาถึงสถานีข้างล่างก็ติดต่อให้พนักงานเรียก Taxi ให้ครับ (ผมลงเส้นเดิม เส้นที่ยาวที่สุด) ประมาณ 20 นาทีก็ถึงจุดหมาย John Boutique Villa ในราคา 500000 ดอง หลังจากเช็คอิน พนักงานก็พาขึ้นไปห้องพัก แรกเห็นห้องก็ถูกใจมาก ห้องตกแต่งได้น่าอยู่ สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม มีเครื่องครัว เตาไฟฟ้า พร้อมให้ใช้ เพราะที่นี่มีการให้เช่าพักเป็นรายเดือนด้วย หามุมกันได้ก็นอนเอกเขนกกันตามสบาย เย็นๆ ถึงจะออกไปเดินเล่น

มื้อเย็นเราได้ร้านอาหารท้องถิ่นร้านริมถนนที่ขายอาหารทะเลสดๆ  คุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ก็ได้ทาน รสชาติอร่อยถูกปากใช้ได้เลย หลังอาหารเราไปเดินเล่นกันชายหาด ทรายขาวและละเอียดมาก ถนนเลียบชายหาดกว้างขว้าง กว้างกว่าพัทยาบ้านเราอีก อีกฝั่งเป็นตึกหลายชั้นของโรมแรมต่างๆ ที่กำลังก่อสร้างก็มี ผมเคยอ่านเจอว่า เวียดนามใช้นโยบาย 5 ไม่ เพื่อพัฒนา Danang ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว นั่นก็คือ

  1. ไม่มีโสเภนี
  2. ไม่มีลักเล็กขโมยน้อย
  3. ไม่มียาเสพติด
  4. ไม่มีการพนัน และ
  5. ไม่มีขอทาน
เดินมาทั้งวัน ผ่อนคลายสักหน่ออย Footbath

ผมไม่รู้ว่าเขาทำได้จริงทั้ง 5 ข้อไหม แต่ถ้าทำได้จริง ผมจะพลอยยินดีไปกับ Danang มากๆ คืนนี้เราจบกิจกรรมกันที่ Footbath เป็นบริการเสริมที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายของโรงแรมครับ การแช่เท้าในน้ำอุ่นที่มี ตะไคร้ ใบมะกรูดผสมอยู่ มันสุดยอดมาก ผมยกนิ้วให้โรงแรมนี้ครับ แนะนำให้มา แต่ข้อเสียคือ โรงแรมไม่ได้อยู่ติดชายหาด ต้องเดินหรือใช้บริการจักรยานฟรีของที่นี่ครับ


Day 5 ดานัง (Danang) – ดอนเมือง (Don Muang Airport)

ก่อนอำลาดานัง พวกเราตื่นเช้าเพื่อไปเล่นน้ำทะเลที่ชายหาด อยากรู้ว่าจะเค็มเหมือนบ้านเราไหม อิอิ พนักงานเตรียมจักรยานให้เราคนละคัน ปั่นไปไม่ไกลก็ถึง หาจุดจอดได้ก็ลุยน้ำกันเลย มีนักท่องเที่ยวเล่นกันอยู่ก่อนแล้ว เขาจัดโซนไว้ให้สำหรับเล่นน้ำ และมี รปภ ขี่กระจูด คอยดูแลรักษาความปลอดภัย เล่นกันพอเหนื่อยก็กลับมาอาบน้ำ ทานมื้อเช้ากัน

มื้อเช้าที่นี่เป็นอาหารชุดครับ สั่งได้ไม่อั้นเท่าที่ทานไหว รสดีอย่าบอกใคร พนักงานก็น่ารัก พวกผมสั่งกันคนละ 2-3 ชุด อิอิ ก็อยากลองทานหลายๆ อย่างดู ว่าจะอร่อยทุกอย่างไหม ภายในโรงแรมมีสระว่ายน้ำด้วยนะ แต่พวกผมไม่มีโอกาสได้เล่น ก่อนจากก็ขอแชะภาพกับสาวๆ เวียดนามสักนิดเป็นที่ระทึก เราใช้บริการ Taxi meter 15 นาทีก็ถึงสนามบิน เพิ่งเคยเจอว่ามีค่าผ่านประตูสนามบินด้วย 15000 ดอง

แชะภาพกับสาวๆ เวียดนามใจดี ที่ Take care พวกเราเป็นอย่างดี

การเดินทางครั้งนี้ ผมไม่ได้คาดหวังความสนุกตื่นเต้นเหมือนทริปลาวใต้ครั้งที่แล้ว [อ่านทริปลาวใต้ คลิก!!!] ความต้องการ คือ อยากมาเยือนเมืองมรดกโลกแห่งเวียดนามสักครั้ง อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า เวียดนามมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย การได้มาเยือนโบราณสถานที่สำคัญยิ่งของโลก การได้เที่ยวเล่นสนุกย้อนวันไปวัยเด็กอีกครั้ง มันเหมือนเป็นการเติมพลังให้ชีวิตได้ก้าวต่อไป

“ความฝันไม่มีวันเดินมาหาเรา เราจะต้องออกไปค้นหามันเอง”

ฝากคลิป YouTube และกดซับตระไคร้ ให้ด้วยนะครับ


สรุปค่าใช้จ่ายหลักๆ

ค่าที่พักรวมอาหารเช้า 4 คน

  • Sunset HoiAn Hotel 79.2 usd
  • Hue Riverside Villa 63 usd
  • Mercure Danang French Villages Bana Hills 64 usd
  • John Boutique Villa 65 usd

ค่าผ่านประตูต่อคน

  • Hoi An old town 120000 ดอง
  • Marble Mountains 40000 ดอง
  • Museum of Cham Sculpture 60000 ดอง
  • Tomb of Tu Duc 100000 ดอง
  • Hue Imperial Citadel 150000 ดอง

ค่าเดินทางสำหรับ 4 คน

Taxi สนามบินดานังไปโรงแรมที่ฮอยอัน                                           25 usd

Private car (SUV) ฮอยอันไปเว้ แวะจุดต่างๆ                                  100 usd

Taxi meter จากโรงแรมไป-กลับ พระราชวังเว้                                 70000 ดอง

Private car (SUV) เว้ไปบาน่าฮิลส์                                                   60 usd

Cable car ราคาพิเศษสำหรับลูกค้าพัก Mercure                             400000 ดอง

Private taxi (SUV) บาน่า ฮิลส์ไป John Boutiuqe Villa              500000 ดอง

Taxi meter จากโรงแรมที่ดานังไปสนามบินดานัง                            170000 ดอง

เว้น่ารัก ฮอยอันน่าถีบ ย้อนอดีตสู่วันวานที่ดานัง

4 สถานที่เที่ยวเมืองมอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

อำเภอ สังขละบุรี  ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีที่มีมนต์เสน่ห์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเอกลักษณ์ความเป็นมอญ อันเกิดจากพื้นที่นี้มีชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญย้ายหลักแหล่งมาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ครั้งอดีตถ่ายทอดออกมาเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี อาหารการกิน สถาปัตยกรรมและพุทธสถาน ทำให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ มากมายในพื้นที่ ซึ่งมีมนต์เสน่ห์ชวนให้น่าค้นหาและสัมผัส

วันนี้เราจึงขอยกตัวอย่างสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอสังขละบุรีในระดับไฮไลท์ที่มีความโดดเด่นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งมาฝากกัน ส่วนจะมีที่ไหนกันบ้าง นักท่องเที่ยวพันธุ์แท้อย่างคุณไม่ควรพลาดต้องตามไปดู

1.วัดวังก์วิเวการาม

ที่มา http://thai.tourismthailand.org

วัดวังก์วิเวการาม หรือชาวบ้านในพื้นที่เรียกขานกันว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ เนื่องมาจากวัดนี้เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ได้ร่วมกับชาวบ้านจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน วัดวังก์วิเวการามที่เห็นอยู่ในรูปเป็นวัดใหม่ ตัววัดเดิมนั้นจมอยู่ใต้น้ำในส่วนของเมืองบาดาล ขณะที่ตัววัดใหม่นี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ บนฝั่งไม่ไกลจากตัววัดเดิมมากนัก

วัดวังก์วิเวการามมีศิลปะแบบพม่า มีความโดดเด่นอยู่ที่เจดีย์พุทธคยาจำลองสีทองอร่ามตั้งตระหง่านสูงโยชน์ มีความสวยงามจนดึงดูดทุกสายตาของผู้มาสักการะกราบไหว้และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวสาร ไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้มาสักการบูชากราบไหว้กันอีกด้วย

ที่ตั้ง : หมู่ 2 ทางหลวงชนบท กาญจนบุรี 3024 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น.

โทรศัพท์ : 034-595-422

เว็บไซต์ : thai.tourismthailand.org/สถานที่ท่องเที่ยว/วัดวังก์วิเวการาม-279


2.เมืองบาดาล (วัดใต้น้ำ)

เมืองบาดาล (วัดใต้น้ำ) หรือก็คือวัดวังก์วิเวการามแห่งแรกที่หลวงพ่ออุตตมะได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างขึ้น โดยเหตุแห่งการต้องย้ายวัดเกิดจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลมขึ้น ซึ่งทำให้บริเวณวัดนี้ถูกน้ำท่วมขังทำให้ต้องทำการย้ายวัดไปสร้างใหม่ โดยพื้นที่ของวัดเดิมนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ เป็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำ 3 สาย อัน ได้แก่  แม่น้ำรันตี แม่น้ำซองกาเลียและแม่น้ำบีคลี่

อย่างไรก็ตาม แม้วัดเดิมจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ แต่ก็กลับกลายเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแวะเวียนมาเที่ยวที่เมืองบาดาลหรือวัดใต้น้ำนี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในเขื่อนจะลดระดับลงอย่างมากจนถึงพื้นดินเดิม นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือไปขึ้นฝั่งตรงโบสถ์ เที่ยวชมและถ่ายรูปบริเวณตัววัด ถ้าเป็นช่วงน้ำเต็มเขื่อน อาจจะมองเห็นแค่ยอดหอระฆังเท่านั้น

ปัจจุบันวัดใต้น้ำหลงเหลือไว้เพียงแค่ตัวโบสถ์ กำแพงด้านนอกตัวโบสถ์และหอระฆัง ขณะที่ภายในโบสถ์ยังพอมีภาพจิตรกรรมฝาผนังให้เห็นอยู่บ้าง ถือเป็นเสน่ห์น่าหลงไหลชวนให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปสัมผัสด้วยตาตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

ที่ตั้ง : ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

วิธีการเข้าชมและอัตราค่าเข้าชม : การเข้าชมเมืองบาดาล (วัดใต้น้ำ) นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือได้บริเวณสะพานมอญ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 600 บาท ติดต่อแพลุงเณร โทร. 089-221-2330, 034-595-360 ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00–18.00 น.



3.สะพานมอญ

สะพานมอญ หรือในชื่อทางการว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ ถือเป็นสะพานไม้มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย เป็นสะพานยาวอันดับ 2 ของโลก คือ มีความยาวกว่า 850 เมตร เป็นสะพานที่สร้างข้ามแม่น้ำซองกาเรีย ในอำเภอสังขละบุรี โดยหลวงพ่ออุตตมะและชุมชนชาวมอญ ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2529 จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2556 ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก พัดพาซุงขนาดใหญ่ไหลมาชนกับเสาสะพานจนเกิดหักกลาง แต่ด้วยความช่วยเหลือของทหารช่างกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ได้ร่วมกับชาวบ้านดำเนินการก่อสร้างใหม่จนแล้วเสร็จและเปิดใช้งานได้อีกครั้งเมื่อ 18 ตุลาคม 2557 ทำให้สะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองสังขละบุรีแห่งนี้และเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง

ที่ตั้ง : หมู่ 2 ซอยสะพานไม้ ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี


4.ด่านเจดีย์สามองค์

ด่านเจดีย์สามองค์ หรือแต่เดิมเรียกกันว่า หินสามกอง เนื่องจากเป็นเพียงกองหิน 3 กองที่วางซ้อนกันอยู่ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2432 พระศรีสุวรรณคีรี จะได้นำชาวบ้านจัดสร้างพระเจดีย์ขึ้นตรงจุดนี้ 3 องค์ สูงองค์ละ 6 เมตร แต่ละองค์ตั้งห่างกัน 6 เมตร โดยจากการขุดค้นศึกษาของกรมศิลปากรทำให้พบว่า ฐานรากของพระเจดีย์นั้น ได้พบฐานเจดีย์องค์เดิมอยู่ด้านใต้เจดีย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีอายุอยู่ในราวสมัยอยุธยาทำให้สันนิษฐานได้ว่าแต่เดิมก็มีพระเจดีย์ตั้งอยู่ตรงจุดนี้อยู่แล้ว ก่อนจะพังทลายไป ชาวบ้านจึงได้นำหินมาวางกองเรียงไว้ในตำแหน่งเดิมเพื่อเป็นการบูชา ก่อนจะได้รับการบูรณะจัดสร้างใหม่ในเวลาต่อมา

ด่านเจดีย์สามองค์ในอดีตเป็นช่องทางสำหรับเคลื่อนทัพของทั้งไทยและพม่า แต่ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นจุดเชื่อมต่อเขตแดนที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ เดินทางมาเยี่ยมชมและข้ามพรมแดนไปเที่ยวในฝั่งพม่าเป็นจำนวนมาก

ที่ตั้ง : สุดทางหลวงหมายเลข 323 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น.

อัตราค่าเข้าชม : ฟรี

โทรศัพท์ : 034-590-105

เว็บไซต์ : thai.tourismthailand.org/สถานที่ท่องเที่ยว/ด่านเจดีย์สามองค์–282


ทั้ง 4 ที่นี้ก็คือสถานที่ท่องเที่ยวระดับไฮไลท์ของอำเภอสังขละบุรี ดินแดนชาวมอญในพื้นที่เขตแดนติดต่อกับประเทศพม่า ซึ่งทุก ๆ ที่ล้วนมีกลิ่นอาย มนต์เสน่ห์ชวนเดินทางไปท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเองเป็นอย่างยิ่ง แต่ระวัง! ถ้าได้ไปเยือนแล้ว ระวังจะติดใจ ต้องไปซ้ำอีกหลาย ๆ รอบ

“เที่ยวเมืองไทย ต้องไปให้ได้ทุกที่”

4 สถานที่เที่ยวเมืองมอญ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

ปีนเขาจอมทอง เดินทอดน่องสะพานไม้ เยือนเขื่อนใหญ่แห่งครบุรี

จังหวัดนครราชสีมา เรียกสั้นๆว่า “โคราช” มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น เขาใหญ่ วังน้ำเขียว หรือเขายายเที่ยง ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ กทม. ทำให้นักท่องเที่ยวจากเมืองหลวงแวะมาเยี่ยมเยียนเสมอ ถึงแม้จะมีวันหยุดไม่มากก็ตาม แต่วันนี้หนุ่มโคราชอย่างผมจะพาเที่ยวเมืองย่าโม ซึ่งไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวทั้ง 3 ที่กล่าวมา ในครั้งนี้จุดมุ่งหมายปลายทางอยู่อำเภอ ที่มีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง คุณก๊อท จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ หรือ จักรพรรณ์ อาบครบุรี นั้นก็คือ “อำเภอครบุรี” (ตั้งแต่เริ่มเขียนรีวิวท่องเที่ยวมา ยังไม่เคยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดที่ตัวเองโตขึ้นมาเลยนะเนี้ย)

“ครบุรี” มาจากคำเดิมคือ “สาครบุรี” แปลว่า “เมืองต้นน้ำหรือเมืองสายน้ำ” เพราะเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำมูล ทางตอนใต้ของเมืองติดกับเขตอุทยานแห่งชาติ “ทับลาน” ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกโลกทางธรรมชาติ” จากองค์การยูเนสโก (UNESCO) และป่าสงวนแห่งชาติป่าครบุรี

การเดินทางคร่าวๆ 2 วัน 1 คืน มีดังนี้

  • ปรางค์ครบุรี
  • วัดเขาจอมทอง
  • สะพานไม้ 100 ปี
  • พักครัวแพน้องกานต์
  • เขื่อนลำแชะ
  • หาดจอมทองเขื่อนลำมูลบน

เริ่มต้นกันที่ตัวเมือง แต่ก่อนออกเดินทางผมขอเติมคาเฟอีนสักแก้วที่ร้านกาแฟดังแห่งเมืองย่าโม่ “กาแฟฮูย่า” เจ้าถิ่นอย่างผมขอแนะนำเลยว่าต้องมา ช่วงนี้ร้านกำลังปรับปรุง พื้นที่จะแคบกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ลูกค้าไม่ได้น้อยลงเลยดูได้จากรถที่จอดรอกันเต็มหน้าร้าน ภายในร้านตกแต่งแบบจีน พนักงานยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาสุภาพกันทุกคน ถ้าใครอยากรอในรถแค่บอกเลขทะเบียนรถ พนักงานก็จะนำไปส่งให้ ผมกลับมาบ้านทีไรก็ประทับใจในรสชาติและการบริการทุกครั้ง (พิกัด https://www.facebook.com/hooyacafe)

จุดหมายแรก “ปรางค์ครบุรี” ตำบลครบุรี โดยใช้เส้นทาง 304 แล้วเข้า 3002 ประมาณชั่วโมงหนึ่งก็ถึงจุดหมายปลายทางที่ โรงเรียนบ้านครบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ปรางค์ครบุรี

https://goo.gl/5UVokB

ป.ล.มาเที่ยวโบราณสถานก็เที่ยวกันอย่างสร้างสรรค์ อย่าได้ปีนป่าย ขุด แคะ ขีด เขียน เลยนะครับ ช่วยกันดูแลรักษาสมบัติของชาติกันดีกว่าเนอะ


จุดหมายที่สอง “วัดเขาจอมทอง” ตำบลครบุรี ออกจากปรางค์ครบุรี มุ่งหน้าเข้าถนน 3115 ทางไปเขื่อนลำมูลบน (ใช้ google map นำทางได้ตลอดการเดินทางในครบุรี) ขับเข้ามาอีกประมาณ 7 กิโลเมตร จากป้ายทางเข้าเขื่อนลำมูลบนก็ถึงจุดหมาย บอกเลยว่าที่นี่นับเป็น “สถานที่ต้องห้ามพลาด” ของครบุรีเลยทีเดียว

วัดเขาจอมทอง (วัดสาขาที่ 123 วัดป่ากุง) หลวงปู่ศรี มหาวีโร

ที่มาของวัดเขาจอมทอง https://www.facebook.com/groups/watkoajomthong/permalink/1513152638726226/

ไฮไลท์ของที่นี่ก็จะมี

  • บ่อน้ำทิพย์
  • จุดชมวิวเขื่อนมูลบน (ตะวันสาดแสง)
  • รอยพระพุทธบาท
  • จุดชมวิวต้นน้ำมูล (ตะวันชิงพลบ)
  • ที่วางศิลาฤกษ์เจดีย์ศรีจอมทอง
  • พระพุทธชินราชจำลอง

เดินไปตามทางบันไดเลย จับราวไว้หน่อยก็ดีนะ
บ่อน้ำทิพย์ น้ำจะค่อยๆหยดลงมาจากหินด้านใน
จุดชมวิวแรก เป็นไงล่ะ?
อากาศบนนี้มันเย็นมากบอกเลย

ไม่กล้ายืน เสียว!!

การเดินขึ้นเขาก็ไม่ยาก เพราะมีการทำบันไดทางขึ้นไว้ให้อย่างสะดวก เดินไปตามบันไดทางขึ้นภูจอมทอง จุดแรกที่จะพบคือบ่อน้ำทิพย์ ซึ่งตอนนี้บ่อน้ำแห้งเกือบหมดแล้ว แต่ลองแวะไปอ่านประวัติของหลวงปู่ศรี มหาวีโร สักนิด จะทำให้เราเข้าใจความยากลำบากของคนในยุคก่อนเราได้ดี เทียบกับยุคสมัยของเราที่แสนจะสะดวกสบายไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็เดินขึ้นเขาต่อไปอีกนิดก็จะพบกับวิวหลักล้านเกินบรรยาย ภาพมุมสูงเหนือเขื่อนลำมูลบนที่ถูกแสงอาทิตย์สาดส่องสะท้อนผิวน้ำ แค่นี้ก็คุ้มค่าการเดินทางแล้วครับ เราเดินตามทางไปเรื่อยจนไปจบที่จุดสุดท้ายคือ ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ณ จุดนี้ จะพบร่องรอยอารยะธรรม ฮินดู-พราหม์ โบราณ อีกด้วย

ณ จุดนี้ ทำผมหงุดหงิดกับเศษกระดาษทิชชู่ก้อนใหญ่ที่ทิ้งไว้ต่อหน้าองค์พระพุทธชินราช ทั้งๆที่ถังขยะเหล็กใบใหญ่ 2 ถังก็อยู่ไม่ไกล เดินไม่ถึง 20 ก้าวก็ถึงแล้ว อยากให้นักท่องเที่ยวเลิกนิสัยมักง่าย ทิ้งไม่เลือกที่สักที (ไม่ดราม่านะครับ ผมเก็บไปทิ้งถังขยะให้แล้ว)

จริงๆแล้ว วัดเขาจอมทองกับหาดจอมทองอยู่ใกล้กันมาก แต่เนื่องผมลงจากเขาก็ 3 :30 โมงเย็นแล้ว กลัวเข้าที่พักมืดเลยมุ่งตรงไปสะพาน 100ปี ก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยกลับมานั่งชิล


จุดหมายที่สาม สะพานไม้ 100 ปีตำบลโคกกระชาย จากวัดเขาจอมทอง ขับเส้น 3115 แล้วเลี้ยวเข้า 4040 ก่อนถึงเขื่อนลำแชะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด แวบแรกที่เห็นสะพานไม้ทอดยาวผ่านท้องทุ่งนาสีเขียวอ่อน ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า ช่างสวยบาดตาหนุ่มอำเภอเมืองอย่างผมนัก ความยาวของสะพานประมาณได้สัก 1 กิโลเมตร ผาดผ่านจากฝั่งนี้ของทุ่งนา ไปสุดอีกฝั่งหนึ่ง ถ้ามาตอนที่ข้าวเต็มทุ่งนะ บอกเลยครับฟินสุดๆ

ไปตามเส้นสีฟ้าเลย ไม่นานก็ถึง


จุดหมายที่สี่ ครัวแพน้องกานต์ตำบลโคกกระชาย ที่พักผ่อนริมเขื่อนลำแชะของผมคืนนี้ ตัวบ้านพักเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ 2 ชั้น ที่พักอยู่ชั้นบนมีทั้งหมด 3 ห้องนอน เป็นห้องพัดลม มีโถงกว้างอยู่ตรงกลางไว้นั่งเล่นรับลม ชมวิว ส่วนห้องน้ำเป็นห้องน้ำรวมอยู่ชั้นล่างติดตัวบ้าน ใต้ถุนบ้านเป็นทั้งครัว และมีโต๊ะไม้ตัวใหญ่ไว้สำหรับนักท่องเที่ยทานอาหาร ภายนอกตัวบ้านมีซุ้มนั่งเล่น และที่นั่งทานอาหารชมวิวเขื่อน หรือใครไม่อยากทานบนบก ก็สามารถไปนั่งทานในน้ำได้ จะมีแพจอดอยู่ริมเขื่อนไว้บริการ

ผมใช้บริการอาหารเย็นและอาหารเช้าที่นี่ (อาหารเช้ารวมอยู่ในค่าที่พักแล้ว) หลังอาหารเช้าผมมีโอกาสได้คุยกับคุณนกเจ้าของบ้านพัก เธอจึงได้เล่าเรื่องราวบ้านโคกกระชายให้ฟัง เธอบอกอีกว่าเธอมีกระชังเลี้ยงปลาทับทิมอยู่ 3 กระชัง จากเมื่อก่อน มีหลายสิบกระชัง เพราะทางกรมชมประทานที่ดูแลเขื่อนขอให้ชาวบ้านลดการเลี้ยงปลาลงเพราะต้องผันน้ำส่งเข้าไปในตัวเมือง ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าชาวบ้านที่นี่ต้องเสียสละเพื่อคนในอำเภอเมืองอย่างผมได้มีน้ำใช้สะดวกสบาย นอกจากนี้ทางอุทยานทับลานอยากให้มีการสนับสนุนให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อที่ชาวบ้านจะได้ลดการบุกรุกป่าเพื่อทำไร่ ทำสวนมันอีกด้วย

ราคาห้องพักรวมอาหารเช้า: 600 บาท/คืน อยากไปโทรเลย 085-491-19005


จุดหมายที่ห้า เขื่อนลำแชะ ตำบลโคกกระชาย ออกจากบ้านพักผมแวะไปชมความงามบนสันเขื่อนลำแชะ การมาเที่ยวเขื่อนลำแชะ มีกิจกรรมที่สามารถทำได้คือ ตกปลา ล่องแพ และมีน้ำตกขึ้นชื่อคือ “น้ำตกวังเต่า” (ผมว่าน่าจะเรียกแก่งมากกว่า คนที่นี่เรียกน้ำตก) ให้ได้ล่องแก่งอีกด้วย แต่ผมไม่ได้เข้าไป เนื่องจากต้องเหมาเรือชาวบ้าน ซึ่งราคาบอกเลยราคาสูง ต้องมาเป็นกลุ่มหารกันถึงจะคุ้มหน่อย ผมเลยแค่ไปแชะภาพสันเขีื่อนแล้วเดินทางต่อ


จุดหมายสุดท้าย หาดจอมทอง เขื่อนลำมูลบนตำบลจรเข้หิน ก่อนกลับเข้าตัวเมือง ผมขอแวะทะเลน้ำจืดที่หาดจอมทองเป็นจุดสุดท้าย พอเลี้ยวรถเข้ามาในหาด ก็เห็นเต็นท์ผ้าใบกางเรียงรายบนริมหาดเหมือนทะเลบางแสน พัทยา ทีเดียว ริมถนนมีร้านอาหารให้เลือกใช้บริการมากมาย ริมหาดมีผู้คนลงเล่นน้ำกันสนุกสนาน โดยเฉพาะเหล่าเด็กน้อยทั้งหลาย เกาะห่วงยางเล่นน้ำกันเสียงดัง ผมไม่ค่อยถูกกับน้ำเท่าไรจึงขอปักหลักอยู่ที่เก้าอี้ชายหาด นั่งรับลมเย็น และสั่งอาหารมาทานเป็นมื้อกลางวันพอ


ครบุรี อำเภอใหญ่แห่งเมืองย่าโม ที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ทุ่งนา ภูเขา ป่าไม้ สายน้ำ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และวัดมากมายให้แวะชม นอกจากนี้ อำเภอครบุรียังเป็นที่ตั้งของโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ “น้ำตาลครบุรี” ซึ่ง จะเห็นรถบรรทุกขนาดใหญ่บรรทุกอ้อยเต็มคันเพื่อไปส่งยังโรงน้ำตาลแห่งนี้ นครราชสีมาไม่ได้มีดีแค่เขาใหญ่และวังน้ำเขียวนะครับ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ครบุรี ติดกับอุทยานแห่งชาติทับลาน แน่นอนว่าอากาศเย็นพอๆกับเขาใหญ่ การเดินทางจาก กทม. สามารถมาทางเส้นวังน้ำเขียวก็ได้ จะมานอนกางเต้นท์ นอนแพ ตกปลา รับรองเลยว่าชิลไม่แพ้ที่อื่นแน่ๆ ผมอยากฝากเมืองครบุรีแห่งนี้ไว้ให้พิจารณายามที่คิดจะมาเยือนโคราชในครั้งต่อไปด้วยนร้าาา



***ใกล้กับสะพาน 100 ปี มี “ผาสามเกลอ” ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก จะรู้เพียงแค่ชาวบ้านแถวนั้น และบางคนที่เคยขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็น Unseen อีกแห่งของครบุรี ผมไปถึงแถวนั้นแต่ไม่มีโอกาสได้ขึ้น น่าเสียดายมาก ถ้าใครผ่านไปลองสอบถามข้อมูลจาก link นี้ได้เลย https://www.facebook.com/jeab.song ***

ปีนเขาจอมทอง เดินทอดน่องสะพานไม้ เยือนเขื่อนใหญ่แห่งครบุรี

บ้านอีต่อง@ปิล๊อก จ.กาญจนบุรี

เมื่อนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติไม่ไกลกรุงเทพฯมากนัก อันดับต้นของคนส่วนใหญ่จะคิดถึงกาญจนบุรี จังหวัดทางภาคตะวันตกของประเทศไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ทั้งผืนป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาน้อยใหญ่ แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

ตำบลปิล็อก อยู่ในเขต อ.ทองผาภูมิ เป็นพื้นที่ชายแดนไทยกับพม่ามีเขาตะนาวศรีกันแบ่งเขตแดน พื้นที่ของ ต.ปิล็อก เป็นป่าเขาสูง อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร มีหมู่บ้านในเขตการปกครองจำนวน 4 หมู่บ้าน และหนึ่งในหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวชอบไปมากที่สุดก็คือ “บ้านอีต่อง
.
.
.

อ่านเพิ่มติมได้ที่

https://wp.me/p8N7RT-hM
———————————————————————————————————

บ้านอีต่อง@ปิล๊อก จ.กาญจนบุรี

5 จุด…ต้อง!!หยุดถ่ายในเหมืองปิล็อก

เมื่อนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติไม่ไกลกรุงเทพฯมากนัก อันดับต้นของคนส่วนใหญ่จะคิดถึงกาญจนบุรี จังหวัดทางภาคตะวันตกของประเทศไทยที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ทั้งผืนป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาน้อยใหญ่ แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

ตำบลปิล็อก อยู่ในเขต อ.ทองผาภูมิ  เป็นพื้นที่ชายแดนไทยกับพม่ามีเขาตะนาวศรีกันแบ่งเขตแดน พื้นที่ของ ต.ปิล็อก เป็นป่าเขาสูง อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร มีหมู่บ้านในเขตการปกครองจำนวน 4 หมู่บ้าน และหนึ่งในหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวชอบไปมากที่สุดก็คือ “บ้านอีต่อง

ไม่ว่าจะเดินทางมาอย่างไร เมื่อมาถึงเหมืองปิล๊อก จุดที่ห้ามพลาดเข้าไปเยี่ยมเยียนหรือถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก คือ

เหมืองปิล็อก

1.หมู่บ้านอีต่อง เป็นแหล่งชุมชนขนาดเล็ก เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของคนสองสัญชาติ วิถีชีวิตเรียบง่าย บรรยากาศไม่วุ่นวายมักนัก ผู้คนยิ้มแย้ม และก็อากาศเย็นสบาย จึงเป็นจุดเช็คอินจุดแรกที่ต้องมาแชะภาพถ่ายรูปก่อน

2.จุดชมวิวเนินเสาธง เขตแนวเขารอยต่อระหว่างสองประเทศ ไทย-พม่า มีเสาธงของ 2 ประเทศตั้งอยู่ มีช่องเขาขาดซึ่งเป็นเส้นทางข้ามเขตแดนเข้าไปยังประเทศพม่า สามารถเดินผ่านช่องเขาขาดนี้ได้ แต่ไปได้ไม่ไกลมากนัก เพราะจะต้องได้รับอนุญาตให้ผ่านแดนเสียก่อน

3.เนินช้างศึก อีกหนึ่งจุดต้องหยุดถ่ายรูปและถือว่าเป็นไฮไลท์ของ “ปิล็อก” เนินช้างศึกเป็นพื้นที่เขตแดนไทย-พม่าอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1000 กว่าเมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารเห็นหมู่บ้านอีต่องได้ทั้งหมดและยังมองเห็นวิวทิวทัศน์ของประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวนิยมมากางเต็นท์ ชมพระอาทิตย์ตกดิน สัมผัสหมอกในตอนเช้า

4.น้ำตกจ๊อกกระดิ่น น้ำตกชั้นเดียวที่พุ่งตรงมาจากเขาไม่สูงมากนัก เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งของ “ปิล๊อก” น้ำใส เย็นเฉียบ เห็นตัวปลา เหมาะแก่การเล่นน้ำเป็นอย่างมาก ใครอยากจะชิวๆ เดินจากปากทางเข้าไปถึงน้ำตกก็ทำได้ มีเจ้าหน้าที่ค่อยดูแลระหว่างทางเดินลงไปและไม่เสียค่าจอดรถ เสียแต่ค่าเข้าน้ำตก ขากลับบอกเลยเดินขึ้นเขานะ! คิดให้ดี

5.เหมืองแร่สมศักดิ์ หลายคนรู้จักในนาม “บ้านป้าเกล็น” เป็นเหมืองแร่ที่เลิกทำมาหลายสิบปีแล้ว ประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้บอกเลยว่าต้องเข้าไปศึกษา เพราะเป็นตำนานรักโรแมนติก ระหว่างหนุ่มชาวไทยกับสาวชาวออสซี่ จนกลายมาเป็น Forest Glade Home ไว้รองรับนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อน ศึกษาเหมืองแร่ บรรยากาศเงียบสงบและเย็นสบาย แนะนำว่าอย่าไปเอง ให้ติดต่อคนในหมู่บ้านพาไป เนื่องจากทางชันมาก ถ้าไม่ใช้ 4WD และเป็นคนในพื้นที่บอกเลย ขึ้นไม่ได้ เพราะถ้าติดอยู่ระหว่างทาง จะลำบากเอา เพราะสัญญาณโทรศัพท์ไม่มี ติดต่อใครไม่ได้ ต้องรออย่างเดียวนะจ๊ะนะ(เหตุการณ์นี้เจอมากับตัวเอง ฮ่าๆๆ)

“ประสบการณ์บางอย่าง….ไม่สามารถหาได้ในตำราเรียน”

5 จุด…ต้อง!!หยุดถ่ายในเหมืองปิล็อก

นครศรีฯ คีรีวง เมืองเหงาเหงา ในวันฝนพร่ำ

จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีภูเขาและคาบสมุทรทั้งสองด้าน ทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมจากมหาสมุทรอินเดียและพายุหมุนเขตร้อนจากทะเลจีนใต้ ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลมนี้พัดผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกชุก (เครดิต http://www.nakhonsithammarat.go.th/air.php)

ก่อนเดินทางครั้งนี้มีข่าวน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย ผมเฝ้าตามข่าวว่าจะเกิดการปิดสนามบินแล้วต้องยกเลิกเที่ยวบินบ้างหรือไม่ แต่ยังโชคดีในวันที่ผมออกเดินทาง อุทกภัยในตัวจังหวัดเริ่มคลี่คลายแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสไปเยือน “นครอันงามสง่า แห่งพระราชาผู้ทรงธรรม

สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ พาผมบินจากดอนเมืองสู่นครศรีธรรมราชอย่างปลอดภัย แผนการของวันนี้คือผมจะไปค้างคืนที่คีรีวง 1 คืน ซึ่งวิธีที่จะไปคีรีวงที่ผมคิดออก มีอยู่ 2 วิธีคือ 1 เหมาลีมูซีนที่สนามบินตรงไปส่งที่คีรีวงเลย หรือ 2 จ้างลีมูซีนไปส่งที่ท่ารถสองแถวในตัวอำเภอ แล้วค่อยนั่งสองแถวไปคีรีวง ทายสิผมเลือกวิธีไหน? แน่นอนครับผมเลือกวิธีที่ 2 เพราะประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่า

ตรงประตูทางออกสนามบินจะมีเค้าท์เตอร์รถลีมูซีนพร้อมป้ายราคาแจกแจงไว้ว่าไปที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร  ผมนั่งจากสนามบินเข้าตัวเมืองในราคา 200 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเพราะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีได้ คนขับมาส่งที่ท่ารถสองแถวเพื่อไปคีรีวง ทำให้ผมสบายไม่ต้องเหนื่อยเดินหา ลงจากรถลีมูซีนผมก็โดดขึ้นรถสองแถวทันที ตั้งแต่เท้าเหยียบพื้นจังหวัดนครศรีฯ ฝนตกตลอดเวลา รวมทั้งขณะเดินทางมุ่งสู่คีรีวงด้วย

อัตราค่าโดยสารรถสองแถวจากในเมืองสู่ “คีรีวง”

คืนแรกแห่งเมืองนครศรีฯ ค้างแรมที่นี้แหละครับ

ภายในโฮมสเตย์ มีต้นเงาะให้ได้สอยกินด้วยนะ
Welcome Drink ของที่นี้เขาล่ะ

คุณลุงคนขับรถพาผมมาส่งถึงโฮมสเตย์ที่ผมติดต่อไว้ “เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์” โชคดีมากเพราะผมจะอยู่ที่นี่คนเดียวไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย (พี่สาวเจ้าของบ้านบอกว่า คนอื่นยกเลิกไปหมดเพราะข่าวน้ำท่วมจังหวัด) พี่สาวเจ้าของบ้านให้ผมเลือกนอนได้ตามใจ อยากพักห้องไหน เพราะว่างทุกห้อง ผมเดินสำรวจดูทุกห้องแล้วก็ตัดสินใจเลือกห้องหนึ่ง วางเป้เก็บของลงนอนเอนหลัง รอสักพักฝนก็หยุดตก ผมจึงเลือกจักรยานจากใต้ถุนบ้านออกไปปั่นสำรวจหมู่บ้าน พี่สาวบอกว่าให้ปั่นไปที่สะพานแขวนลวดสลิง ผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย แต่เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายครับ การปั่นจักรยานขึ้นเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร มันเหนื่อยมาก แต่วิวข้างทางก็ทำให้ผมเพลินจนลืมเหนื่อยเลยทีเดียว

หมู่บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่มากว่า 200 ปี เดิมชื่อ “บ้านขุนน้ำ” เนื่องจากที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้กับต้นน้ำของเขาหลวง แล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านคีรีวง” ตามชื่อวัดประจำหมู่บ้านที่สร้างขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านที่อยู่ในวงล้อมของขุนเขา” ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน

หมู่บ้านคีรีวง เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในฤดูท่องเที่ยวปกติมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนต่อวัน และถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จึงมีปัญหาเกิดขึ้นทั้งเรื่องของการจราจรติดขัดและปัญหาขยะที่ล้นหมู่บ้าน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในหมู่บ้านถึงวิธีการแก้ปัญหาเรื่องขยะที่มีมากจนก่อให้เกิดมลพิษทางสายต่อ ตามถังขยะที่วางไว้ตามจุดต่างๆ จะมีขยะล้นกองอยู่ที่พื้น เนื่องจากขยะมากับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทางชุมชนได้มีการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวนำขยะกลับไปด้วย มาเท่าไรเอากลับไปเท่านั้น ถังขยะที่เคยวางตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้านถูกเก็บออกไป มีการจัดตารางเก็บขยะระหว่างบ้านท่าชาย และบ้านท่าหา เมื่อถึงวันเก็บขยะ ชาวบ้านจึงนำถังขยะออกมาตั้งที่หน้าบ้าน มีป้ายประชาสัมพันธ์ติดตามที่ต่างๆ (ถ้าเข้ามาในหมู่บ้านจะเห็นป้ายเรื่องขยะถี่มาก) ณ วันที่ผมมาเยือนหมู่บ้านนี้ ไม่เห็นขยะที่เป็นปัญหาแล้ว ถังขยะแทบหาไม่เจอเลย ผมชื่นชมการจัดการแก้ปัญหาขยะอย่างจริงจังของคนในชุมชนนี้ เห็นได้ชัดว่าปัญหาขยะถูกนำมาเป็นนโยบายหลักของหมู่บ้าน เห็นได้จาก จุดชมวิวคลองสามสายมาบรรจบกัน จะมีถังขยะใบใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้พบเห็นได้ตระหนักถึงปัญหานี้

ไปไหนดีที่คีรีวง แนะนำกลุ่ม OTOP ต่างๆ และสวนผลไม้ตามฤดูกาล แต่ผมไม่มีโอกาสได้ไป จุดที่ผมจะแนะนำคือ

  • จุดแรก สะพานในตำนาน ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป นั่นคือ “สะพานบ้านคีรีวง” เป็นจุดที่ลำคลองสามสาย คือ คลองปง คลองท่าหา และคลองท่าชาย ไหลมารวมกันที่หน้าหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า “คลองท่าดี” (ชื่อเดิมคือ คลองขุนน้ำ)

  • จุดที่สอง ลำคลองหนานหินท่าหา ฤดูท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านมาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แต่ฤดูฝนเยี่ยงนี้ น้ำเยอะจนไม่กล้าเล่น

  • จุดที่สาม สะพานแขวน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินของหมู่บ้านคีรีวง สะพานไม้สั้นๆ เชื่อมสองฝั่งคลองท่าหาเข้าด้วยกัน ยืนบนสะพานชมวิวขุนเขาและสายน้ำ ฟินนัก

  • จุดที่สี่ “ร้านกาแฟเพียรชม” อันนี้แนะนำเลยครับ ข้ามสะพานแขวนแล้วเดินเลี้ยวขวาไปนิดหนึ่ง เป็นร้านกาแฟริมคลองเล็กๆ ดูอบอุ่น เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวน่ารัก ช่างเจรจา ผมป้อนคำถามเธอมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้าน เธอตอบกลับด้วยท่าทียิ้มแย้มและเป็นมิตร บอกเล่าเรื่องของชุมชนคีรีวงได้เป็นอย่างดี เธอต้อนรับผมด้วย ชาจีนหอมดอกมะลิ ชุ่มคอชื่นใจ แก้หนาวได้ดีนัก และตามมาด้วยชามะนาวหอมหวานกำลังดี มีเมนูทานเล่นอีกหลายอย่าง นอกจากนี้ชั้นบนของร้านกำลังจะเปิดเป็นห้องพัก ผมขออนุญาตเธอขึ้นไปชมห้องพัก ห้องขนาดกำลังดี มีห้องน้ำในตัว และมีระเบียงนั่งเล่นชมลำคลองได้ ถ้ามีโอกาสกลับมาอีกครั้งผมจะมาพักที่นี่แน่นอน
มื้อเย็นของผมสำหรับคืนแรก ฝนตกด้วยช่างฟินจริงๆ

มื้อเย็นวันนั้น ผมผูกปิ่นโตไว้กับโฮมสเตย์ เพราะอยากลองอาหารพื้นบ้านของที่นี่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง แกงส้มรสจัดจ้าน ปลาทอด น้ำพริกผักสด และผัดผักท้องถิ่น อร่อยจนพุงกาง ก่อนอาบน้ำพักผ่อน ผมต้องทำใจอยู่สักพักกว่าจะตักน้ำเย็นๆ ในโอ่งรดตัวได้ วิถีชาวบ้านแท้ๆ ต้องแบบนี้สิ


เช้าวันใหม่ ฝนยังคงตกต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืน แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผม จับจักรยานคู่ใจได้ ผมก็ปั่นไปเที่ยวตลาด จะไปดูวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นต้องมาตลาดเช้าครับ

  • จุดที่ห้า “ตลาดคีรีวง” เป็นตลาดเล็กๆ อยู่ริมถนนเส้นหลักของหมู่บ้านไม่ไกลจากสะพานคีรีวง มีทั้งของสดของแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน มีร้อยหมดร้อยครับ ของกินน่าทานทั้งนั้น ผมได้ลองสลัดแขกครั้งแรกในชีวิต

  • จุดที่หก สะพานข้ามคลองปง พ.ศ. 2560 เป็นสะพานปูนก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ อยู่ถัดจากจะพานคีรีวงไปอีกนิด ผมว่าตรงนี้จะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของหมู่บ้านเลยล่ะ

  • จุดที่เจ็ด จุดชมวิวคลองสามสาย ผมไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไรดี เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นคลองสามสายมาบรรจบกัน ท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก มีสัญลักษณ์การรณรงค์เรื่องขยะไว้เตือนใจ (ถังขยะใหญ่มาก)

คีรีวงช่วงหน้าฝน ดูเหงา เศร้า เงียบสงบ เหมาะสำหรับการหลบลี้ผู้คนมาพักผ่อน ผมลาจากคีรีวงด้วยรถสองแถวเหมือนขามา เพื่อเข้าตัวเมืองนครฯ ฝนยังคงตกอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดเม็ด ผมเข้าที่พักเกือบบ่าย 3 “วี เฮ้าส์ ณ คอน”


คืนที่สอง ณ “วี เฮ้าส์ ณ คอน”

เผ็ดแต่อร่อยบอกเลย!

วี เฮ้าส์ ณ คอน เป็นโรงแรม 2 ชั้นในตัวเมืองนครฯ ราคาหลักร้อย ห้องนอนกว้าง สะอาด ทำเลดีติดกับตลาดปิ่มเพชร หาของทานง่าย ผมพักที่นี่ 1 คืน พรุ่งนี้บ่ายก็บินกลับกรุงเทพฯ แล้ว บ่ายวันนี้ฝนก็ตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน ผมจึงเดินเที่ยวไปไม่ไกลโรงแรมนัก

  • ขนมจีน “ป้าเหนียง” ศาลาประตูหก ร้านขนมจีนธรรมดาๆ เป็นเต็นท์ผ้าใบตั้งอยู่หลังศาลาประตูหก แต่รสชาติไม่ธรรมดาครับ อร่อย และราคาถูกมาก จานละ 20 บาทเท่านั้น เครื่องเคียงมีให้เลือกหลายอย่างโดยไม่เสียเงินเพิ่ม ยกเว้นไข่ต้ม ตอนที่ผมไปทานเป็นช่วงเย็นมีแต่คนท้องถิ่นมาทานกันเต็มร้าน คงมีแต่ผมที่เป็นคนต่างถิ่น ผมจัดไป 2 จาน อิ่มแปล้ เดินแทบไม่ไหว
  • สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช ตั้งอยู่เยื้องกับศาลาประตูหก เป็นสวนสาธารณะ สำหรับเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาล มีรูปหล่อของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชประดิษฐานไว้อย่างสวยงาม ผมมาถึงตอนเย็นได้ทันเห็นพระอาทิตย์กำลังตกอยู่ด้านขวามือของรูปหล่อ เป็นภาพที่สวยงามมาก

ตามตำนานของนครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นปฐมกษัตริย์ต้นราชวงศ์ ปทุมวงศ์ แห่งอาณาจักร ตามพรลิงค์ ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช

  • กำแพงเมืองเก่า อยู่รอบสวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และฝั่งตรงข้าม
  • ศาลหลักเมือง เป็นอาคารสีขาว 5 หลัง สวยงามสง่ามากๆ ผมลองค้นข้อมูลดู เขาว่าเป็นการออกแบบให้คล้ายศิลปะสมัยศรีวิชัย หลังตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานของศาลหลักเมือง ส่วนอีก 4 หลังเป็นบริวารสี่ทิศ คือ ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระพรหมเมือง และศาลพรบันดาลเมือง
  • โรตีเมืองคอน ร้านดังๆ ผมไม่มีโอกาสได้ลอง แค่ร้านหน้าตลาดปิ่มเพชรในตอนหัวค่ำ ผมก็อร่อยไปทั้งคืนแล้ว
  • ร้านโกปี๊ ผมเลือกมาสาขาที่เทศบาลนครศรีธรรมาราช ช่วงสายของวันฝนตก คนไม่เต็มร้าน ยังมีที่นั่งว่างๆ ให้เลือกนั่งตามสบาย ขาหมูคือเมนูประทับใจผมที่สุด มันนุ่มเนียนลื่นลิ้น อย่างอื่นก็อร่อยครับ ไม่ผิดหวังที่เป็นร้านในตำนาน ผมเดินเล่นรอบร้านไปเจอจุดขายของที่ระลึก น่ารักน่าสอยมาเก็บมาก
  • วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชาวนครเรียกว่า วัดพระธาตุ มีโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทรงลังกา (เจดีย์ทรงเดิมเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย แต่พอเจดีย์เดิมทรุดโทรมลงจึงมีการสร้างเจดีย์รูปทรงปัจจุบันครอบไว้) มีจุดเด่นคือยอดเจดีย์เป็นทองคำแท้
ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ทำบุญที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขอให้ร่ำให้รวยเด้อ

สนามบินนครศรีฯ ขากลับมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ เค้าท์เตอร์บริการ Taxi meter แล้วนะครับ การเดินทางในเมืองนี้ ถ้าไม่เช่ารถขับ ก็สามารถใช้บริการแท็กซี่ได้ โดยต้องโทรเรียกเท่านั้น เพราะไม่มีแท็กซี่วิ่งไปมาเหมือนกรุงเทพ แต่ถ้าไม่เร่งรีบเกินไป แนะนำให้ใช้บริหารรถสองแถวแบบคนท้องถิ่นที่นี่ครับ

นครศรีฯ ในวันฝนพร่ำ ดูเหงาๆ แต่ก็เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างไปอีกแบบของผม เมืองดูเงียบสงบ นักท่องเที่ยวไม่ขวักไขว่ ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องแย่งชิง ดีต่อสุขภาพกายและใจ

“ความสุขสามารถถูกค้นพบ แม้ในเวลามืดมนที่สุดจนมองไม่เห็นใคร ถ้าเพียงแค่รู้จักเปิดไฟ…ในตัวเอง”

ค่าใช้จ่าย

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช ไทยไลอ้อนแอร์ 1200 บาท
  • ลีมูซีน สนามบินนครฯ ไปตัวเมือง 200 บาท
  • รถสองแถวไปคีรีวง ส่งถึงโฮมสเตย์ 40 บาท
  • เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์ รวมอาหารเย็น 1 มื้อ 400 บาท
  • ค่าเช่าจักรยาน ปกติวันละ 50 บาท แต่ป้าเจ้าของบ้านใจดีครับ บอกว่าผมขี่แป๊บเดียว ไม่คิดสตางค์ผม ขอบคุณมากคร้าบ
  • รถสองแถวจากคีรีวง เข้าตัวเมือง 25 บาท
  • วี เฮ้าส์ ณ คอน ห้องมีหน้าต่าง 480 บาท
  • Taxi meter จาก วี เฮ้าส์ ณ คอน ไปร้านโกปี๊สาขาเทศบาล 60 บาท
  • Taxi meter จาก วี เฮ้าส์ ณ คอน ไปสนามบิน 160 บาท
  • ค่าอาหาร แล้วแต่ความจุกระเพาะครับ
นครศรีฯ คีรีวง เมืองเหงาเหงา ในวันฝนพร่ำ

โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)

แผนการท่องเที่ยวหน้าหนาวครั้งนี้ ผมวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือนก่อน ความตั้งใจแรกที่คิดไว้คืออยากไป สี่พันดอน แห่งลาวใต้ เพื่อค้นหามหานทีที่ยิ่งใหญ่ด้วยตาตัวเอง แต่เมื่อได้เริ่มค้นหาข้อมูล จนกระทั่งไปพบคลิป zipline อันหนึ่งเข้า ทำให้ผมเริ่มโลเล เสียงโหวตเป็นเอกฉันท์จากเพื่อนร่วมทริป ทำให้เราเปลี่ยนเป้าหมายไปยังโบลาเวนแทน

ที่ราบสูงโบลาเวน (Bolaven plateau) ลาวใต้ เป็นพื้นที่สูงเหนือกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 – 1,350 เมตร ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดงหัวสาว แขวงจำปาสักทางภาคใต้ของประเทศลาว ภายในที่ราบสูงแห่งนี้จะมีน้ำตกมากมาย ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเล่น zipline ที่นี่ มีเสน่ห์อย่างมาก นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ได้พบเจอ พวกเรายังต้องก้าวผ่านความกลัว ความตื่นเต้นหวาดเสียวและความเหนื่อยล้า ภายในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน Continue reading “โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)”

โลดโผน โหนสลิง ไปเป็นลิงที่โบลาเวน (Bolaven)

การจัดกระเป๋าสไตล์แบคแพคเกอร์สาว เที่ยวได้และสวยด้วย

เมื่อพูดถึงผู้หญิงที่ชอบเที่ยวแบบแบคแพค คนมักจะคิดว่าต้องเป็นสาวไตล์เซอๆ หน้ามัน หัวยุ่ง ไม่สนใจการแต่งหน้าแต่งตัวเวลาไปเที่ยวลุยๆ แค่เป้ใบเดียวเที่ยวได้เป็นอาทิตย์ นั่นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่มีผู้หญิงอีกส่วนหนึ่งที่ชอบเที่ยวสไตล์แบคแพค แต่เธอก็ไม่ทิ้งความสวยเวลาออกเที่ยว  “ถ้าต้องสวยเวลาเที่ยวกระเป๋าก็ต้องใบใหญ่นะสิ เพราะสารพัดเมคอัพ และยังจะเสื้อผ้าอีก” เรามีเทคนิคการจัดกระเป๋าให้ใบไม่ใหญ่และยังพกสารพัดสิ่งของเพื่อความสวยมาฝากกัน Continue reading “การจัดกระเป๋าสไตล์แบคแพคเกอร์สาว เที่ยวได้และสวยด้วย”

การจัดกระเป๋าสไตล์แบคแพคเกอร์สาว เที่ยวได้และสวยด้วย

ชมทุ่งดอกกระเจียว เที่ยวป่าหินงาม มีเวลา 24 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้

ทุ่งดอกกระเจียว

“ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตก พรำ พรำ กบมันก็ร้อง งึมงัม ระงมไปทั่ว ท้องนา” แต่ผมไม่ใช่กบนะคร้าบบบบบ ย่างเข้าหน้าฝนทีไร ผมร้องอยากไปทุ่งดอกกระเจียวทุกที พลาดมาก็หลายหน ปีนี้หมายมั่นปั้นมือต้องไปให้ได้ เลยหมั่นเข้า Facebook ของอุทยานแห่งชาติป่าหินงาม เพื่อดูรายงานการเบิกบานของดอกอีเจียว (ชื่อท้องถิ่นของเขาหน่ะครับ) ทุกสัปดาห์ จนกระทั่งรายงานล่าสุด 22/06/2560 บาน 60% แล้ว Yahoo!! Continue reading “ชมทุ่งดอกกระเจียว เที่ยวป่าหินงาม มีเวลา 24 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้”

ชมทุ่งดอกกระเจียว เที่ยวป่าหินงาม มีเวลา 24 ชั่วโมง ก็เที่ยวได้