หนีร้อนไปพึ่งเย็น…เรื่องเล่าจากซาปา(SAPA)

จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปซาปาครั้งนี้มาจากการได้อ่านกระทู้ในเวปพันทิปเที่ยวซาปาหน้าร้อน ตั้งแต่ธันวาคม 2559 เห็นภาพนาขั้นบันไดแล้วอยากไปเยือนซาปามาก ว่าแล้วก็เตรียมแผนการ “หนีร้อนไปพึ่งเย็น ณ ซาปา” ทันที โดยขั้นตอนผมได้ทำแบ่งออกมาเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดวัน ต้องเป็นเวลาที่เราสะดวกสุด ร้อนสุด เลยจัดไปช่วงสงกรานต์ 14-18 เมษายน 2560 จะได้พิสูจน์กันไปเลยว่า ซาปาเย็นจริงไหม?

ขั้นตอนที่ 2 หาแนวร่วม เพื่อนเดินทาง ที่จะมาแชร์ค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง และต้องพร้อมจะไปตามกำหนด คือ 14-18 เมษา เท่านั้น อิอิ ไม่น่าเชื่อ ซาปาขายง่ายมาก แพร่บเดียวได้แนวร่วมมาอีก 5 คน พอแล้ว ทริปนี้ 6 คน กำลังดี

ขั้นตอนที่ 3 หาตั๋วเครื่องบิน ราคารับได้ ไปจบลงที่ Jetstar  14/04  BL668 BKK  2.25 pm –> HANOI 4.15 pm  18/04 BL667 HANOI 11.40 am -> BKK 1.30 pm

***ข้อแนะนำ ควรจะใช้เป้สะพายหลังในการเดินทาง เพราะกระเป๋าล้อลากเวลาเดินไปมาจะไม่สะดวก เพราะถนนมีการก่อสร้าง พื้นถนนไม่เรียบกระเป๋าแพงๆล้ออาจจะพังได้***

ขั้นตอนที่ 4 หาข้อมูลเที่ยวที่อยากไป เพราะมีเวลาเที่ยวไม่นานแค่ 3 วัน ขั้นตอนนี้ใช้เวลานานสุด จนมาสรุปใช้บริการของ Vietexpresstravel ถามว่า ทำไมต้องใช้เอเจ้นท์ คำตอบข้อเดียวเลย สะดวก ราคาไม่แพง ไม่ต้องทะเลาะ หรือโดนแท็กซี่เวียดนามหลอก (แต่โดนอย่างอื่นแทน 555 แล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง)

แผนการเที่ยวคร่าวๆ มีดังนี้

  • วันแรก 14/04 ถึงฮานอย ต่อรถไฟไป Lao Cai
  • วันที่สอง 15/04 ถึงซาปา เดินเที่ยวเองในเมืองและหมู่บ้าน Cat Cat
  • วันที่สาม 16/04 One day trekking to Lao Cai village
  • วันที่สี 17/04 ขึ้นกระเช้าไปยอดเขา Fansipan นั่งรถบัสกลับฮานอย
  • วันที่ห้า 18/04 ถึงฮานอย บินกลับ กทม

วิธีติดต่อ Ms.Houng แห่ง Vietexpresstravel

OFFICE IN HA NOI
Ad :on second floor- 35 Gia Ngu  str, Hoan Kiem District, Hanoi City, Viet Nam.
Tel : +84.9.75105588 Fax : +84.43.9261555
Mobile:0975105588

Line ID : huongtours90
Email : linhhuong90@gmail.com

Website :www.vietexpresstravel.com.vn

https://www.facebook.com/nguyen.huong.7967

แนะนำว่าให้ส่งอีเมล์ไปก่อน แล้ว Ms Houng จะส่งรายละเอียดมาให้เลือกเพียบ ทั้งตั๋วรถไฟ รถท้วร์ รถส่วนตัว โรงแรม มีราคาพร้อม ตรงไหนไม่แน่ใจถามทาง Line ได้เลย นางตอบเร็ว

ถ้าเลือกโรงแรมกับ Ms Houng ได้ ก็จบ ไม่ต้องมี ขั้นตอนที่ 5

ขั้นตอนที่ 5 ที่พัก 2 คืน เลือกอยู่พักใหญ่ แล้วก็มาลงตัวที่ Charming Sapa Hotel โดยจองผ่าน Agoda ทำไมต้องเป็นโรงแรมนี้?

  • 1 คะแนนรีวิวสูง
  • 2 อยู่ใกล้ Sapa lake และเดินไปบริษัท Interline รถบัสกลางคืน ขากลับฮานอยสะดวก
  • 3 ราคาไม่แพงรวมอาหารเช้าได้ห้องชั้น 2 วิวบ้านๆ ดีแล้วเพราะโรงแรมไม่มีลิฟท์

แผนการต่างๆ ได้เตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม อย่างว่าแผนก็คือแผน พอถึงเวลาจริงบางอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน ก็ต้องไปแก้ไขเฉพาะหน้าเอาแล้วกัน


Day 1: 14/04/2017

แต๊น แต่น แต๊น!!! และแล้ว วันนี้ที่รอคอยก็มาถึง 12.00 น นัดรวมพลที่เค้าท์เตอร์เช็คอินของ Jetstar 6 ชีวิต แบกกระเป๋าบ้าง ลากกระเป๋าบ้างตามสไตล์ของแต่ละคน โหลดกระเป๋าเสร็จสรรพ พากันไป King Power Lounge ณ สุวรรณภูมิ กินกันเท่าที่จะไหว จนใกล้เวลา Gate จะเปิดถึงได้เคลื่อนย้ายก้นของตัวเองออกมา

BL668 BKK  2.25 pm –> HANOI 4.15 pm

ตัดข้ามมาถึงสนามบิน Noi Bai International Airport ณ กรุงฮานอย หลังจากรับสัมภาระกันแล้ว ก็ออกมายืนรอคนขับรถที่ตกลงกับ Ms Houng ไว้ล่วงหน้าว่า คนขับรถจะมารอและยกป้ายชื่อ…แต่ก็รอกันพักใหญ่ ไม่เจอสักที จนต้องกระจายตัวกันเดินตามหาป้ายชื่อก็ไม่เจอ จึงตัดสินใจซื้อ Sim Card ของเวียดนาม แต่พนักงานลองใส่ซิมกับโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ สรุปเลยขอเขาใช้โทรศัพท์โทรหา Ms Houng นางก็บอกจะตามให้ ซึ่งก่อนหน้านั้น เพื่อนในกลุ่มได้ทำป้ายชื่อบริษัท Vietexpress เดินออกตามหาคนขับรถอยู่เช่นเดียวกัน ได้เดินมาบอกว่าเจอคนขับแล้ว แต่ป้ายชื่อที่เขาถือนั้นดันไปใช้ชื่อจริงของพี่อีกคน (ซึ่งตกลงกับ Ms Houng ว่าจะใช้ชื่อเล่น)กว่าจะพบคนที่มารับก็เล่นเสียเวลาไปเป็นชั่วโมง วันนี้วันแรก! ก็ลางไม่ดีเสียแล้ว สงสัยจะก้าวเท้าผิดข้างออกประตูบ้านมั้ง เฮ้อออ…

จากนั้นนั่งรถจากสนามบินประมาณ 45 นาทีก็มาถึงออฟฟิต Ms Houng ออฟฟิตนางอยู่ในตลาดใกล้ทะเลสาบคืนดาบ ทักทายกันเรียบร้อย ก็ซื้อซิมโทรศัพท์จาก Ms Houng (แค่เพียง 5$ เอง Internet unlimited อีกต่างหาก โทรได้ 100 นาที) หลังจากนั้นก็ขอหม่ำเฟ๋อฮานอยก่อนเลย ร้านใกล้ออฟฟิต มีรูปและราคาติดตัวใหญ่ สั่งกันตามชอบ

ร้านอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิต ชาวต่างชาติเพียบ ไม่ต้องพูด ชี้นิ้วสั่งเลย

อิ่มหมีพีแมวกันเสร็จ ก็ไปเดินย่อยริมทะเลสาบ ฮหว่านเกี๊ยม หรือ ทะเลสาบคืนดาบ (เวียดนาม: Hồ Hoàn Kiếm; อังกฤษ: Lake of the Returned Sword) รอบทะเลสาบขายของก็อบปี้แบนด์เนมกันพรึ่บ ไม่ว่าจะรองเท้าผ้าใบ เสื้อกันหนาว กันฝน เป้เดินทางยี่ห้อดัง น่าจับจองเป็นเจ้าของนัก แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิด เพราะต้องกลับไปรอรถที่จะไปส่งสถานีรถไฟตอน 2 ทุ่มครึ่ง ทำให้เราได้พบเห็น เหตุการณ์ ”เวียดนามแตก” ร้านค้ารอบๆออฟฟิต พากันเก็บของกันจ้าละหวั่น รวมทั้งเก้าอี้ที่เรานั่งอยู่หน้าร้าน Ms Houng ก็โดนสต๊าฟเรียกเก็บไป เราก็ยืนงง อยู่กับเพื่อน สักพัก เห็นต้นตอของเหตุการณ์ก็ปรากฎ ผู้ชายแต่งตัวคล้ายข้าราชการของเวียดนาม 2-3 คน มายืนไล่เก็บของ โต๊ะ เก้าอี้ ที่อยู่บนฟุตบาท ขึ้นรถปิคอัพ แล้วก็มาจอดรถตรงหน้าที่เรายืน แล้วพวกเขาก็ไปไล่คนไทย (คนละกลุ่มกับเรา) ที่นั่งกินอาหารบนฟุตบาทให้ลุกขึ้นแล้วก็เก็บโต๊ะเก้าอี้ขึ้นรถไป Ms Houng บอกว่า ต้องไปจ่ายค่าปรับเพื่อเอาของที่โดนยึดกลับคืน เหมือนเขาจะห้ามขายของบนฟุตบาทหลังจาก 2 ทุ่ม นะ

เลย 20.30 น ยังไม่เห็นวี่แววรถตู้ที่จะมารับ รออีกพัก ก็มา พวกเราก็แบกกระเป๋ากันขึ้นรถ Ms Houng กับสต๊าฟสาวน้อยอีกคนก็ขึ้นมาด้วย นั่งมาประมาณ 15 นาทีก็จอด เราก็ต้องแบกกระเป๋ากันเดินเข้าสถานีไปรอรับตั๋ว หลังจาก Ms Houng แจกจ่ายตั๋วก็แยกย้ายกันไปว่าใครขึ้นรถไฟขบวนไหน ตู้ไหน มีรถไฟจอดหลายขบวน ถ้าไปเองคงงงว่าของเราคันไหน ก็ได้รับการอำนวยความสะดวกส่งถึงเตียงจากสต๊าฟผู้น่ารัก พวกเราจอง Green train Deluxe class ตู้นอนห้องละ 4 เตียง เตียงสะอาด มีผ้าห่ม มีน้ำดื่มให้คนละขวดกับขนมปังกรอบคนละถุง เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีปลั๊กไฟให้ด้วย แต่ละตู้จะมีห้องน้ำ อ่างล้างหน้า ไว้แปรงฟันได้ ลืมบอกอากาศที่ฮานอยก็สบายๆ ไม่ร้อนอบอ้าว ณ วันที่เราไปถึง จับจองที่นอนได้ก็พักผ่อนตามอัธยาศัย คืนนี้อีกยาวนาน นอนพักผ่อนเอาแรง เราจะไปเช้ากันที่ Lao Cai


Day 2: 15/04/2017

ประมาณ 6 โมงเช้า รถไฟก็จอดสนิท เสียงผู้คนเก็บข้าวของทยอยลงจากรถ เพื่อความแน่ใจเราเลยออกไปถามพนักงานว่าถึง Lao Cai แล้วใช่ไหม สัญญาณจากพนักงานว่า “ใช่” ก็เก็บข้าวของลงไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อากาศเย็นๆ กำลังดี ชักภาพเป็นที่ระทึกสักหน่อย แล้วก็ออกตามหาคนขับรถที่จะถือป้ายชื่อ อีกครั้ง!! จากประสบการณ์บอกให้รู้ว่า มองหามันทั้งชื่อจริงชื่อเล่น ยังไม่ทันไร เพื่อนสะกิดบอกเจอแล้ว รอบนี้หาง่าย (แต่ยัง มันไม่ง่ายแบบนั้น) คนขับต้อนให้มายืนรอมุมหนึ่ง สำหรับคนที่พบ(ชื่อ)คู่ของตัวเองแล้ว สถาณการณ์ตอนนั้นผู้คนขวักไขว่ คนขับรถตามหาลูกท้วร์ ลูกท้วร์หาคนขับรถ เหมือนเขาจะแบ่งรถกับจำนวนคนให้ลงตัว เพราะรถตู้คันหนึ่งนั่งได้ประมาณ 16 คน ดังนั้นกลุ่มเราต้องรวมกับกลุ่มอื่นให้ครบจำนวน เราก็ยืนรอนานมาก…เอาแล้วสิ! ตะกี้คนถือป้ายชื่อคนไหนหว่า ลืมจำหน้า เพื่อนชี้คนที่เดินลิ่วๆ ไปโน่น พวกเราก็วิ่งตามแล้วไปขอดูป้ายชื่อเขา ไม่มีชื่อของคนที่จองไว้ เอาแล้วไง คันไหนฟ่ะ กระจายตัวตามหาคนขับที่ถือป้ายชื่อ ไม่เจอเลย รถบางคันเริ่มออกตัวจากที่จอด พวกเราเริ่มกังวล จึ่งดิ่งไปบอกคนขับอีกคันหนึ่ง สักพักเขาบอก 6 คนใช่ไหม ไปคันนี้ พวกเรารีบปรี่ไปรถคันที่เขาชี้ทันที (เราไปทำกรรมอะไรกับคนขับรถไว้นี่ เฮ้ออ)

รถอัดกันแน่นเต็มที่นั่ง นั่งรถไป ชมวิวข้างทางไปเพลินๆ เพราะกว่าจะถึงซาปาก็ร่วมชั่วโมงได้ ประมาณ 8 โมงรถจอดให้ลง แล้วพวกเราก็แบกกระเป๋าขึ่นเนินเล็กๆ ไปโรงแรม ตัวโรงแรมเป็นตึก 3 ชั้น ตกแต่งคล้ายบ้านดูธรรมดาแต่สะอาดสะอ้าน เวลาเช็คอินคือ บ่ายโมง และยังไม่มีห้องว่าง ดังนั้นพวกเราก็ล้างหน้าล้างตา ฝากกระเป๋าแล้วออกสำรวจตัวเมืองซาปากัน เพราะวันนี้ฟรีสไตล์ สิ่งแรกที่ไปสำรวจ คือ ร้านเฟ๋อ เจ้าของร้านพูดอังกฤษไม่ได้เลย การสั่งในครั้งนี้คือการชี้นิ้วไปที่สิ่งที่ต้องการพร้อมระบุจำนวน เฟ๋อร้านนี้มีผักใส่ตะกร้าไว้ให้ลูกค้าลิ้มลอง มีผักแปลกๆ รสชาติแปลกๆ ที่ไม่เคยกินด้วย ราคาก็ไม่ต่างกับที่ฮานอย

Stone church โบสถ์ใจกลางเมือง SAPA คนเยอะเลยทีเดียว

หลังจากอิ่มหนำสำราญ ก็ออกเดินเท้าอีกนิดก็ถึง Sapa lake อากาศเย็นกำลังดี วิวของริมทะเลสาบมองเห็นสถาปัตย์สไตล์ยุโรปและฉากหลังเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก ดื่มด่ำความสวยงามอยู่สักพัก จุดต่อไปคือ The Catholic church หรือ Stone church  โบสถ์หลังนี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1930 อายุอานามก็ 87 ปีแล้ว เป็นคุณย่าคุณยายได้แล้ว บริเวณนี้เหมือนเป็นศูนย์กลางของเมืองซาปามีลานกว้าง สวนสาธารณะ ร้านค้า ร้านอาหาร และชาวม้งมายืนขายของกันหน้าโบสถ์พอสมควร คงเพราะเป็นวันหยุดกระมัง เด็กชาวม้งไม่ต้องไปโรงเรียน เลยมาขายของหารายได้ช่วยครอบครัวกัน ที่ซาปาแห่งนี้ เราได้พบประสบการณ์การขายของแบบฮาร์ดคอร์ที่จะไม่มีวันลืม แล้วจะเล่าให้ฟังวันพรุ่งนี้

จุดชมวิวต่อไปคือ Café in the clouds อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ต้องมา วิวสวย อากาศเย็น กาแฟเข้ม เบียร์หวาน อิอิ ลิ้มลองไป 2 รสชาติ แต่ที่ถูกใจคือ Lao Cai ได้ลองแล้วจะรู้ว่ารสมันนุ่มแค่ไหน เหมือนจะมีที่เดียวคือร้านนี้ เพราะมองหาตามร้านค้าในตลาดจะเจอแต่ยี่ห้อ Ha Noi เบียร์ที่นี่ถูกกว่ากาแฟอีก เมาได้สบายกระเป๋า

สถานที่สุดท้ายของวันนี้คือ Cat Cat Village จากร้านกาแฟ เราสามารถมองเห็นหมู่บ้านนี้ได้ และการเดินไปก็แสนง่ายไม่ต้องเสียสตางค์ให้คนนำทางเลย เก็บไว้เสียพรุ่งนี้เถอะ หุหุ เดินกันไปเรื่อยๆ สบายๆ แวะพักถ่ายรูปเป็นระยะๆ (ก็วิวมันชวนหยุดชมนัก) ก็ถึงที่หมาย เสียค่าผ่านทางคนละ 50,000 ดอง จะได้บัตรผ่านมา 1 ใบ แล้วก็ไปต่อได้ หมู่บ้านเหมือนชนบทบ้านเรา แล้วก็จะมีร้านขายของที่ระลึก เป็นระยะๆ ตลอดทาง เดินไปจนถึงน้ำตกแล้วจะหายเหนื่อย มุมที่มองลงมาจากเขาเห็นธารน้ำตก มีกังหันไม้ตัวใหญ่เรียงรายกันอยู่ สวยประทับใจ คุ้มค่าที่เดินมา ช่วงที่เราไปน้ำเยอะ น้ำตกเลยดูสวยสะพรั่งเปล่งประกายเต็มที่ ชมความงามกันเต็มที่ ก็ออกเดินทางกลับ ขากลับเหมือนเดินขึ้นเขา หอบกันเลยทีเดียว แสดงว่าขาดความฟิตของร่างกายเมื่อไปถึงทางออกหมู่บ้าน หยุดแวะซื้อแอลมอนด์ สาลี่กับแม่ค้าน่ารัก เตรียมไว้คืนนี้ หุหุ แล้วก็จ้างรถมินิบัสกลับโรงแรม เพราะเดินกันไม่ไหวแล้ว ค่ารถหัวละ 30,000 ดอง ถึงโรงแรมก็พักผ่อน เย็นๆ จะออกหากินกันอีกรอบ

รอบเย็น ออกสำรวจของกิน ไม่อยากเฟ๋อแล้ว ขอเปลี่ยน เดินเลือกกันสักพัก เห็นคนมุงจักรยานคันน้อยที่จอดอยู่ริมถนน ด้วยความสงสัย อยากรู้ว่ามันคืออะไร จึงเดินไปมุงด้วย อะอ้า มันคือ BOBIA NGOT หน้าตาละม้ายคล้ายโรตีสายไหมบ้านเรา แต่ใช้น้ำตาลแท่ง ขูดมะพร้าวใส่ โรยงาดำ แล้วก็ม้วน แบบนี้ต้องลอง จัดไปคนละม้วน อันละ 3,000 ดองเอง เสร็จจากของหวาน ก็เจอของคาว ร้านอยู่แถวโบสถ์ ฝั่งที่เป็นตึกเรียงราย เดินผ่านเห็นทางร้านจัดผักสดไว้ในตะกร้า พร้อมหม้อไฟ ลองเข้าไปถาม ชุดและ 400,000 ดอง พวกเราตกลงกันว่าจะลองชิมหม้อไฟร้านนี้ วัตถุดิบที่ใช้นอกจากเนื้อไก่ หมู ปลาแซลม่อน ผักสดหลายอย่าง ก็มีมาม่า อิอิ ใช่แล้น มาม่าใส่หม้อไฟ มาลองชิมกันสะ!!! พอน้ำซุปเดือดก็ใส่ของสดสารพัดลงไปต้ม พอสุกก็ชิม โอ้ว น้ำซุปอร่อยมาก รสชาติกำลังดี กินไปชมไป จนผักตะกร้าใหญ่หมดลง ลองถามพนักงานเติมผักได้ไหม พนักงานเสริฟสาว ถือผักมาให้อีกตะกร้าใหญ่ หุหุ 400,000 ดอง กับ 6 คน คุ้มสุดๆ

BOBIA NGOT บอเบี้ยงอท (พิมพ์ถูกไม่หว่า)
หม้อไฟ ซาปา น่าทานไหมละ!?

กลับถึงโรงแรมสั่งเบียร์คนละขวดแกล้มด้วยแอลมอนด์ โอ๊ยมันเข้ากันที่สุด เจ้าของโรงแรมเห็นความยากลำบากในการแกะแอลมอนด์ของพวกเรา นางเลยไปหยิบเขียงและฆ้อนมาให้ทุบ 555 ทุบกันสนุกสนาน จนเบียร์หมดขวด ก็แยกย้ายกันพักผ่อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเก็บของทำความสะอาดให้เขานะ พวกเราเป็นเด็กดี ไปต่างบ้านต่างเมืองต้องทำตัวน่ารัก เพราะเวลาเขาว่า เขาเหมาทั้งประเทศ


Day 3: 16/04/2017

9 โมงเช้าวันนี้มีโปรแกรมเดินเขาเล็กๆ ไปหมู่บ้าน Lao Cai สมาชิกเตรียมพร้อมกันก่อนเวลา เพื่อมารอไกด์กันที่ล็อบบี้โรงแรม เมื่อถึงเวลานัดก็มีตัวแทนเอเจ้นท์ของ Vietexpress มาแนะนำตัว และสรุปโปรมแกรมวันนี้และพรุ่งนี้ให้ฟัง

วันนี้เราจะเดินกันประมาณ 9 กม. เพื่อไปหมู่บ้าน Lao Cai พักทานอาหารกลางวันที่หมู่บ้าน และเดินต่ออีก 3 กม เพื่อไปจุดจอดรถมินิบัส ที่จะรับพามาส่งโรงแรมขากลับ ไกด์ที่จะพาเดินเป็นชาวเขาเผ่าม้งจากหมู่บ้าน นางเป็นหญิงตัวเล็กอายุ 40 กว่า มีลูกแล้ว 3 คน (นางแข็งแรงมาก เพราะต้องเดินพานักท่องเที่ยวไปหมู่บ้านบ่อยๆ เหอๆ เดินวันละ 10 กว่ากิโล ไม่แข็งแรงก็ไม่รู้จะว่างัยแล้ว) นางบอกว่าอย่าขนของไม่จำเป็นไป เพราะระยะทางค่อนข้างไกล พอเตรียมใจกันพร้อมก็เริ่มออกเดินจากโรงแรมกันเลย ไกด์เดินนำไปทาง Stone church ตอนผ่านบริเวณโบส์ถ มีชาวม้งเริ่มเข้ามาเกาะกลุ่ม ชวนคุยแล้วเดินไปพร้อมกับพวกเรา ม้งสาวหน้าตาละอ่อน มีเด็กน้อยอยู่บนหลัง นางบอกเป็นลูกชายนางเอง หน้าตานางเด็กมาก อายุแค่ 19 นางเดินประกบสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม ชาวม้งที่ร่วมขบวนเดินทางกับเราทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ดี ดีกว่าสมาชิกร่วมทริปเราบางคนซะอีก อิอิ เดินไปคุยกันไปเป็นคู่ๆ พวกเขาก็พยายามสานสัมพันธ์ไมตรี มีการนำกิ่งไม้มาทำเป็นรูปหัวใจแจกคู่ของตัวเองด้วย (มันมีเหตุผลซ่อนอยู่ แล้วเราจะเล่าให้ฟัง)

สายสัมพันธ์ ระหว่างทางที่เพื่อนชาวม้งมอบให้ มิหน้าล่ะ ขายของนั้นเอง

วิวระหว่างทางที่เดินมันสวยมาก ภาพนาขั้นบันไดสีเขียว ทิวเขาสลับซับซ้อน หมอกที่ปกคลุมยอดเขา มันคุ้มกับการแบกกล้องแบกขากล้องมาถ่ายรูปมาก พวกเราอ้อยอิ่งกับการถ่ายรูปมาก แวะทุกจุดที่สวย แม้แต่ควายแต่เป็ด พวกเราก็เห็นว่าสวย จนไกด์ต้องคอยกระตุ้นให้ออกเดิน เพราะกลัวจะไม่ทันไปถึงเที่ยงที่หมู่บ้าน ทางเดินก็ไม่ได้ยากลำบากมากนัก แต่มีจุดต้องระวังเป็นจุดๆ เช่นเวลาขึ้นเขาหรือลงเขา วันนี้อากาศเป็นใจ แดดอ่อนๆ ไม่มีฝน แต่ระยะทาง 9 กม ก็ทำให้สมาชิกบางคนหอบมาก ระหว่างทางก็จะพบกับกรุ้ปอื่นๆ ที่มีจุดหมายเดียวกัน น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องพกติดตัวไปด้วย ถ้าไม่อยากไปซื้อตามทาง ซึ่งก็มีชาวเขาขายตามซุ้มที่พักระหว่างทาง ก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้าน วิวสวยให้ 5 ดาว เหมือนจุดนี้จะเป็นไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้เลย มันคุ้มมาก อยากจะกลับมาอีกครั้ง

ไกด์พาพวกเราเข้าไปในร้าน เป็นจุดพักทานอาหาร ไกด์อธิบายว่าข้าวและกับข้าวไม่เสียเงิน แต่น้ำเปล่าหรือน้ำอัดลมต้องจ่ายเงินซื้อ พอพวกเราหย่อนก้นลงเก้าอี้เท่านั้น เพื่อนชาวม้งที่เดินมาด้วยกันก็เริ่มวาดลวดลายการขายแบบฮาร์ดคอร์ เสียงอ้อนวอนให้ช่วยชื้อของดังเจี๊ยวจ๊าวมาก จนโต๊ะข้างๆ ยังหันมามอง เราอยากให้นาทีนั้นรีบๆผ่านพ้นไป เลยตกลงซื้อของที่ไม่ต้องการสักนิดเพื่อให้นางหยุดการขายสักที สักพักเสียงการขายก็หยุดลงพร้อมการสลายตัวของนักขายฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย เพื่อนแต่ละคนก็จ่ายน้อยจ่ายมากตามฐานะ เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า อยากจะเอาหัวใจที่ทำให้คืนนางไปซะ 555 ให้คิดซะว่าช่วยชาวบ้านให้มีรายได้ วิวสวยคุ้มกับที่เดินมา เพราะเมืองไทยก็มีการขายแบบนี้เหมือนกัน

เมื่ออาหารมาวางตรงหน้า จิตใจก็หันมาจดจ่อกับอาหาร ก็มันหิวมาก เดินมาครึ่งวัน มื้อนี้เป็นมื้อแรกที่ได้ลองอาหารแบบชาวบ้าน หน้าตาคล้ายอาหารบ้านเราหลายอย่าง เช่น ผัดผัก ปอเปี้ยะ แต่รสชาติดีมากๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ฟินเฟ่อ ทานอาหารเสร็จสักพัก ไกด์ชาวม้งก็เดินมาถามว่าพร้อมไปต่อหรือยัง สมาชิกเข้าห้องน้ำห้องท่ากันเรียบร้อยก็ออกเดินเท้าออกจากหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ก็ทยอยเดินตามกันไปตามถนนของหมู่บ้าน ที่จะมีร้านขายของข้างทางเรียงรายกันอยู่ เดินกันไปคุยกันไปอารมณ์ชื่นมื่น อากาศดี วิวสวย จนถึงจุดรอรถมารับ ฟ้าเริ่มครึ้ม พอขึ้นรถฝนเริ่มโปรยปรายลงมา โชคดีที่ไม่ตกตอนที่เราเดินกัน ไม่งั้นคงทุลักทุเลกันน่าดู ถึงโรงแรมไกด์ก็ลงมากล่าวลา พวกเราตกลงกันแล้วจะจ่ายทริปให้นาง นางบอกไม่ต้อง แต่เราก็ให้นางไป ขอบคุณที่พาไปสถานที่สวยๆแบบนั้น และนางก็เป็นไกด์ที่ดี

มื้อเย็นวันนี้จะเปลี่ยนข้างเมื่อวานออกจากโรงแรมไปทางขวา วันนี้จะไปทางซ้าย ไปเดินหาของกินที่ Sapa Market ประมาณ 5 โมงเย็นก็ออกสำรวจตลาดซาปา ตัวตลาดเป็นตึกดูคล้ายหัวลำโพงบ้านเรา อิอิ ข้างในตึกแบ่งโซนขายของแห้ง เสื้อผ้า แต่ตอนที่เราไปมันเย็นมากแล้ว ร้านปิดกันเกือบหมด จึงไปสำรวจหลังตลาด ซึ่งด้านหลังเป็นตลาดสด และมีร้านอาหารประเภทเฟ๋อและอาหารตามสั่ง มีราคาอาหารติดอยู่หน้าร้านเป็นภาษาอังกฤษ เช่น เฟ๋อ ข้าวต้ม ราคาประมาณ 30,000-40,000 ดอง ซึ่งก็ราคาปกติที่เคยกินมา ก็เลยเลือกเข้าร้านที่แม่ค้าเชิญชวนมาก เรียกลูกค้าเก่ง (จริงๆนางพูดอะไรไม่รู้ พูดเวียดนามตลอด) เข้าร้านนางเพราะลีลาการเรียกลูกค้าได้ใจมาก 555 ในร้านมีลูกค้าชาวเวียดนามชายล้วนอยู่โต๊ะหนึ่ง 10 กว่าคนได้กำลังนั่งกินกันอยู่

เราเห็นสิ่งที่เค้ากินก็อยากลองดูมั่ง เพราะเบื่อเฟ๋อกันแล้ว จึงชี้ไปที่โต๊ะนั้น ประมาณเอาแบบนั้น ซึ่งมีไก่ต้ม ปลาตัวเล็กๆทอด กุ้งฟ๋อยทอด ผัดผัก และข้าวสวย 2 ชามใหญ่ ชามที่สองข้าวก้นหม้อไหม้ด้วย กินอิ่มก็ถึงคราวคิดเงิน ส่งตัวแทนในกลุ่มไปเจรจาค่าเสียหาย สรุปยอดมาให้ทำให้ตกใจทั้งกลุ่ม 500,000 ดอง มองหน้ากันไปมา นี่กูโดนแล้วใช่ไหม ยอมจ่ายไปโดยดี (คำเตือนที่เคยอ่านรีวิวเจอผุดขึ้นมาในหัว อย่ากิน อย่าสั่ง อย่าขึ้นรถหรืออะไรที่ไม่รู้ราคา ไม่ตกลงราคากันก่อนล่วงหน้า) มันเป็นคำถามในใจจนถึงตอนนี้ ถ้าไม่โดน ก็แสดงว่าค่าครองชีพที่นี่แพงมากๆ กับข้าวบ้านๆ 4 อย่าง ตีเป็นเงินไทยก็ 750 บาท มันแพงมากในความคิด ไม่สมราคาเลย เพราะเมื่อวานกินหม้อไฟมายังแค่ 400,000 ดองเอง คิดไปก็เท่านั้น มันคือประสบการณ์ จำไว้ 555 กลับโรงแรมมาซดเบียร์ต่อคนละขวด อากาศเย็นๆ โรงแรมที่นี่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีพัดลมให้ อากาศที่นี่คงจะเย็นทั้งปีไม่จำเป็นต้องใช้แอร์เหมือนบ้านเรา เรามาถูกทางแล้วหนึร้อนมาพึ่งเย็น


Day 4: 17/04/2017

7 โมงเช้ารวมตัวกันที่ล็อบบี้ อาหารเช้าที่นี่ต้องสั่งเป็นชุด เช่น ไข่ดาว ไข่เจียว ไข่คน ทานกับขนมปัง ชา กาแฟ ผลไม้ หรือใครจะสั่งเป็นเฟ๋อ หรือข้าวต้มก็ได้ ตามเมนูของโรงแรม วันนี้เราจะไป Fansipan ยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน โดยการขึ้น Cable car ทั้งขาไปและกลับ รถมินิบัสมารับตามเวลานัด เอเจ้นท์แจกตั๋วให้ 6 ใบ แล้วก็เริ่มออกเดินทางพร้อมกันที่ฝนเริ่มตก จริงๆเราเช็คสภาพอากาศมาก่อนแล้ว รู้ว่าวันนี้ฝนจะตก เลยคุยกับ Ms Houng ว่าจะขอเปลี่ยนวันเป็นขึ้นกระเช้าเป็นเมื่อวาน ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ Ms Houng บอกว่าคนจะเยอะมาก เราก็เลยไม่เปลี่ยน ก็ดีแล้วเพราะถ้าวันนี้เดินไปหมู่บ้าน Lao Cai คนสะบักสะบอมกันน่าดู เพราะขนาดฝนไม่ตก ยังมีคนลื่นล้มตั้ง 2 คน 555

สถานีกระเช้า ใหญ่โตและยังใหม่มากเพราะเพิ่งเปิดใช้งานเมื่อต้นปี 2016 ตัวกระเช้าใหญ่ดูทันสมัยมาก วิวระหว่างทางก็สวยงาม เป็นจุดชมวิวบนที่สูงที่สวยประทับใจ นั่งกระเช้าประมาณ 20 นาที แล้วต้องเดินขึ้นบันไดอีก 600 ขั้น ถึงจะไปถึงยอดเขาซึ่งสูง 3,143 เมตร Fansipan ได้ชื่อว่า “The roof of Indochina” หมายถึงยอดเขาที่สูงที่สุดในเขตพื้นที่ 3 ประเทศคือ ลาว กัมพูชา เวียดนาม แต่วันนี้อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกลมแรงมาก จนพวกเราไม่สามารถออกจากตัวอาคารได้ เลยตัดสินใจไปนั่งจิบกาแฟในคาเฟ่ ชมวิวก็ไม่เห็น มีหมอกขาวโพลนเต็มไปหมด นั่งรอกันด้วยความหวังว่าฝนจะหยุด แต่ก็ไม่หยุด ยิ่งฝนตกอากาศยิ่งหนาว (7 องศาเลยทีเดียว) รอจนหมดหวังเลยตัดสินใจใส่ชุดกันฝนออกไปทดสอบอากาศนอกอาคาร ยังงัยวันนี้ก็คงขึ้นไปยอดเขาไม่ได้ ขอไปแชะภาพด้านนอกสักนิด

พวกเราลงจากสถานีรถกระเช้าตอนใกล้เที่ยง ภายในตึกมีภัตราคาร มีหม้อไฟแซลม่อมตั้งโชว์เรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน เช็คราคาแล้วรับได้ ชุดเล็ก 490,000 ดอง รับประทานได้ 6 คนเลย ไปกินแก้แค้นไม่ได้ขึ้นยอดเขากันเถอะ ภัตราคารตกแต่งงามตา พนักงานทยอยลงของให้ โอ้ว ตะกร้าใส่ผักสดยังสวย ถาดปลาแซลม่อนสีส้มสด สวยงามน่าหม่ำนัก ถ่ายรูปกันหน่ำใจ ก็เริ่มทยอยโยนลงหม้อ ตักน้ำซุปชิมก่อน หอมหวาน รสชาติดีมาก มื้อนี้ฟินอีกแล้ว ใครมาที่นี่แนะนำให้ลอง แล้วจะไม่ผิดหวัง อิ่มหนำสำราญก็โทรนัดคนขับรถมารับกลับโรงแรม วันนี้พวกเราเช่าห้องชั้นล่างของโรงแรมเอาไว้ รวมตัวและเก็บกระเป๋ากันก่อนขึ้นรถกลับฮานอยตอน 4 ทุ่ม และสั่งอาหารมื้อเย็นไว้ จะได้ไม่ต้องออกไปตะลอนหากิน ถึงโรงแรมก็พักผ่อนตามอัธยาศัย ใครจะออกไปช้อปปิ้งก็ตามสบาย ส่วนเราออกไปหาแฟดื่มที่ร้านแถวทะเลสาบ

เสียดายมากที่ไม่สามารถขึ้นไปถึงจุดบนสุดได้ แต่รับรองว่ามีกลับไปซ่อมที่ ซาปา อีกแน่นอน

1 ทุ่มรวมตัวทานข้าวที่โรงแรม ที่สั่งเอาไว้ตอนแรก เพียงแค่อยากรู้ว่างบประมาณ 500,000 ดอง กับคน 6 คน จะได้อาหารหน้าตาเยี่ยงไร อาหารทยอยออกมาจากห้องครัว หน้าตาดูดี รสชาติก็ดีด้วย ไก่ต้ม ซุปเต้าหู้ ผัดผัก ผัดหมู อีกอย่างคล้ายเปรี้ยวหวาน กินกันเกลี้ยง หลังจากนั้นก็เก็บข้าวของเตรียมตัวเดินลุยฝนไปขึ้นรถบัส 3 ทุ่มนิดๆ เมื่อพวกเราไปถึงตึกแถวที่เป็นบริษัท Inter line รถ Night bus ไปฮานอย มีฝรั่งนั่งรอกันอยู่เต็ม พอ 4 ทุ่มพนักงานก็เรียกขึ้นรถ ไม่มีเลขที่นั่งดังนั้น ขึ้นก่อนมีสิทธิก่อน รถบัสใหม่ คนขึ้นต้องถอดรองเท้าใส่ถุงพลาสติก เป็นกฎระเบียบที่ดี รถนอนมีเตียงนอนยาว 2 ชั้น ชั้นล่างประหนึ่งนอนที่พื้นรถ ส่วนด้านหลังเป็นที่นอนติดกัน 4 ที่มีฝรั่งไปจับจองเรียบร้อย บนรถมีน้ำให้ 1 ขวด เมือรถรถวิ่งไปได้ 2 ชั่วโมงก็จอดพักให้เข้าห้องน้ำ แล้วก็หลับยาว


Day 5: 18/04/2017

จากนั้นมารู้สึกตัวอีกทีตอนรถจอดสนิท และเสียงคนขับตะโกนบอกว่า ฮานอย เลยมองดูนาฬิกาเพิ่งตี 3 เอง ยังไม่เห็นใครลุกออกไป ก็ยังคงนอนกันต่อไป แต่ต้องสะดุ้งเมื่อคนขับมาทุบข้างรถตะโกนบอกฮานอย หรือว่าจะถึงจริงๆ ในตอนนี้ฝรั่งทยอยตื่นลงรถกัน พวกเราก็ไปรับกระเป๋าแล้วก็เดินจะไปออฟฟิต Ms Houng (ออฟฟิตอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่ง) มีเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งเดินถือมือถือ นำทาง ตาม Google map เดินไปสักพักไปเจอ ผู้ชายจอดมอไซด์อยู่ข้างทาง เขาถามว่าไปมอไซด์ไหม เพื่อนคนนำทางบอกไม่ไป ชาวเวียดคนนั้นก็ขับมอไซด์ปาดหน้าไป เพื่อนเราร้องเฮ้ย! เสียงดัง เราก็นึกว่ามันโมโหไม่ใช้บริการเลยขับเบียดเพื่อนเรา แต่ที่ไหนได้ มันจะมอไซด์ราว (ไม่ใช่วิ่ง) ไอฟง(Iphone)เพื่อนเรา ดีที่เพื่อนเราถือไว้เต็มมือ มันเลยกระชากไปไม่ได้ เกือบซวยแล้ว!

ข้อควรระวัง ไปไหนให้ระวังตัวเสมอ มิจฉาชีพมีทุกประเทศ

Ms Houng ให้สต๊าฟพาไปนอนพักบ้านนาง คนที่ขาย sim card ให้ บ้านนางอยู่ไม่ไกลทะเลสาบคืนดาบ แต่ซอยที่เดินเข้าไปนี่คล้ายอุโมงค์ลับอย่างงัยยังงั้น ได้อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในตรอกไดแอกอนในเรื่องแฮรี่พอร์ตเตอร์มาก 555 พวกเรานอนกันระเนระนาดตามพื้นห้องนาง จริงๆนางชวนให้ไปนอนห้องข้างบน แต่พวกเราไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็ใจดีมากแล้ว นอนกันจน 6 โมงเช้า ก็ย่องกันออกจากบ้านไปชมวิวทะเลสาบยามเช้า

รอบทะเลสาบผู้คนเดินออกกำลังกาย เต้นแอโรบิคกันเป็นกลุ่มๆ ดูเขารักการออกกำลังกันจัง ส่วนพวกเรามุ่งหาร้านกาแฟ จนไปเจอ “The note café” ร้านกาแฟเล็กๆ ที่รสชาติไม่เล็ก Coconut latte  และครัวซองอร่อยมาก ร้านตกแต่งด้วยกระดาษโน้ตแทนวอลเปเปอร์ ดูเก๋ไก๋แปลกตา พนักงานเสริฟสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ยิ้มแย้ม อ้ธยาศัยดีจนเราต้องขออนุญาตถ่ายรูปเธอมาเก็บไว้ ชื่นชมความน่ารักของคนเสริฟและรสชาติกาแฟเสร็จ ได้เวลากลับไปรอรถเพื่อไปสนามบิน

8:30 น รถมารับไปส่งสนามบิน ได้เวลาร่ำลาฮานอยกันแล้ว ประสบการณ์ที่ได้พบในซาปาและฮานอยครั้งนี้ คงอยู่ในใจเราไปอีกนาน โดยเฉพาะรอยยิ้มของสาวน้อยร้านกาแฟ บ๊ายบายเวียดนาม


สรุปค่าใช้จ่ายต่อคน ไม่รวมค่าอาหาร 8,401 บาท

1.ตั๋วเครื่องบิน Jetstar ไปกลับ 4,085 บาท

2.แพคเกจ Vietexpress 97 USD (3,395 บาท)

  • ตั๋วรถไฟ ฮานอย- Lao Cai + รถตู้ Lao Cai – Sapa
  • ตั๋วรถบัส ซาปา-ฮานอย
  • Cable car + รถรับส่งจากโรงแรม ไป-กลับ
  • Trekking Lao Cai village
  • รถรับส่ง สนามบิน-ออฟฟิต Ms Houng ขาไปและกลับ

3.Charming Sapa Hotel จองผ่าน Agoda 771/2 คืน

4.เช่าโรงแรมเก็บกระเป๋าอาบน้ำ 300,000 ดอง/6 คน คนละ 50,000 ดอง (75 บาท)

5.Cat Cat village 50,000 ดอง (75 บาท)

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จะเป็นค่าอาหาร กาแฟ น้ำดื่ม อันนี้ไม่เกิน 2,000 บาท (แล้วแต่ของฝาก ของฟุ่มเฟื่อย นะจ๊ะนะ)

***ขอขอบคุณรูปของเพื่อนนักเดินทางทุกคน ที่มอบให้มาเล่าเรื่องราวในครั้งนี้***

Facebook Comments