นครศรีฯ คีรีวง เมืองเหงาเหงา ในวันฝนพร่ำ

จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีภูเขาและคาบสมุทรทั้งสองด้าน ทำให้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมจากมหาสมุทรอินเดียและพายุหมุนเขตร้อนจากทะเลจีนใต้ ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคมของทุกปี จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งลมนี้พัดผ่านอ่าวไทยเข้าสู่ภาคใต้ ทำให้เกิดฝนตกชุก (เครดิต http://www.nakhonsithammarat.go.th/air.php)

ก่อนเดินทางครั้งนี้มีข่าวน้ำท่วมในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ รวมทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วย ผมเฝ้าตามข่าวว่าจะเกิดการปิดสนามบินแล้วต้องยกเลิกเที่ยวบินบ้างหรือไม่ แต่ยังโชคดีในวันที่ผมออกเดินทาง อุทกภัยในตัวจังหวัดเริ่มคลี่คลายแล้ว ผมจึงได้มีโอกาสไปเยือน “นครอันงามสง่า แห่งพระราชาผู้ทรงธรรม

สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ พาผมบินจากดอนเมืองสู่นครศรีธรรมราชอย่างปลอดภัย แผนการของวันนี้คือผมจะไปค้างคืนที่คีรีวง 1 คืน ซึ่งวิธีที่จะไปคีรีวงที่ผมคิดออก มีอยู่ 2 วิธีคือ 1 เหมาลีมูซีนที่สนามบินตรงไปส่งที่คีรีวงเลย หรือ 2 จ้างลีมูซีนไปส่งที่ท่ารถสองแถวในตัวอำเภอ แล้วค่อยนั่งสองแถวไปคีรีวง ทายสิผมเลือกวิธีไหน? แน่นอนครับผมเลือกวิธีที่ 2 เพราะประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่า

ตรงประตูทางออกสนามบินจะมีเค้าท์เตอร์รถลีมูซีนพร้อมป้ายราคาแจกแจงไว้ว่าไปที่ไหน ค่าใช้จ่ายเท่าไร  ผมนั่งจากสนามบินเข้าตัวเมืองในราคา 200 บาท ซึ่งถือว่าไม่แพงเพราะใช้เวลาประมาณ 40 นาทีได้ คนขับมาส่งที่ท่ารถสองแถวเพื่อไปคีรีวง ทำให้ผมสบายไม่ต้องเหนื่อยเดินหา ลงจากรถลีมูซีนผมก็โดดขึ้นรถสองแถวทันที ตั้งแต่เท้าเหยียบพื้นจังหวัดนครศรีฯ ฝนตกตลอดเวลา รวมทั้งขณะเดินทางมุ่งสู่คีรีวงด้วย

อัตราค่าโดยสารรถสองแถวจากในเมืองสู่ “คีรีวง”

คืนแรกแห่งเมืองนครศรีฯ ค้างแรมที่นี้แหละครับ

ภายในโฮมสเตย์ มีต้นเงาะให้ได้สอยกินด้วยนะ
Welcome Drink ของที่นี้เขาล่ะ

คุณลุงคนขับรถพาผมมาส่งถึงโฮมสเตย์ที่ผมติดต่อไว้ “เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์” โชคดีมากเพราะผมจะอยู่ที่นี่คนเดียวไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเลย (พี่สาวเจ้าของบ้านบอกว่า คนอื่นยกเลิกไปหมดเพราะข่าวน้ำท่วมจังหวัด) พี่สาวเจ้าของบ้านให้ผมเลือกนอนได้ตามใจ อยากพักห้องไหน เพราะว่างทุกห้อง ผมเดินสำรวจดูทุกห้องแล้วก็ตัดสินใจเลือกห้องหนึ่ง วางเป้เก็บของลงนอนเอนหลัง รอสักพักฝนก็หยุดตก ผมจึงเลือกจักรยานจากใต้ถุนบ้านออกไปปั่นสำรวจหมู่บ้าน พี่สาวบอกว่าให้ปั่นไปที่สะพานแขวนลวดสลิง ผมก็ทำตามอย่างว่าง่าย แต่เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายครับ การปั่นจักรยานขึ้นเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตร มันเหนื่อยมาก แต่วิวข้างทางก็ทำให้ผมเพลินจนลืมเหนื่อยเลยทีเดียว

หมู่บ้านคีรีวงเป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่มากว่า 200 ปี เดิมชื่อ “บ้านขุนน้ำ” เนื่องจากที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้กับต้นน้ำของเขาหลวง แล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านคีรีวง” ตามชื่อวัดประจำหมู่บ้านที่สร้างขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า “บ้านที่อยู่ในวงล้อมของขุนเขา” ชุมชนคีรีวง ได้เป็นชุมชนต้นแบบในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Thailand Tourism Awards) ประจำปี 2541 ประเภทเมืองและชุมชน

หมู่บ้านคีรีวง เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในฤดูท่องเที่ยวปกติมีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนต่อวัน และถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จึงมีปัญหาเกิดขึ้นทั้งเรื่องของการจราจรติดขัดและปัญหาขยะที่ล้นหมู่บ้าน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในหมู่บ้านถึงวิธีการแก้ปัญหาเรื่องขยะที่มีมากจนก่อให้เกิดมลพิษทางสายต่อ ตามถังขยะที่วางไว้ตามจุดต่างๆ จะมีขยะล้นกองอยู่ที่พื้น เนื่องจากขยะมากับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ทางชุมชนได้มีการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวนำขยะกลับไปด้วย มาเท่าไรเอากลับไปเท่านั้น ถังขยะที่เคยวางตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้านถูกเก็บออกไป มีการจัดตารางเก็บขยะระหว่างบ้านท่าชาย และบ้านท่าหา เมื่อถึงวันเก็บขยะ ชาวบ้านจึงนำถังขยะออกมาตั้งที่หน้าบ้าน มีป้ายประชาสัมพันธ์ติดตามที่ต่างๆ (ถ้าเข้ามาในหมู่บ้านจะเห็นป้ายเรื่องขยะถี่มาก) ณ วันที่ผมมาเยือนหมู่บ้านนี้ ไม่เห็นขยะที่เป็นปัญหาแล้ว ถังขยะแทบหาไม่เจอเลย ผมชื่นชมการจัดการแก้ปัญหาขยะอย่างจริงจังของคนในชุมชนนี้ เห็นได้ชัดว่าปัญหาขยะถูกนำมาเป็นนโยบายหลักของหมู่บ้าน เห็นได้จาก จุดชมวิวคลองสามสายมาบรรจบกัน จะมีถังขยะใบใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้พบเห็นได้ตระหนักถึงปัญหานี้

ไปไหนดีที่คีรีวง แนะนำกลุ่ม OTOP ต่างๆ และสวนผลไม้ตามฤดูกาล แต่ผมไม่มีโอกาสได้ไป จุดที่ผมจะแนะนำคือ

  • จุดแรก สะพานในตำนาน ใครๆ ก็ต้องมาถ่ายรูป นั่นคือ “สะพานบ้านคีรีวง” เป็นจุดที่ลำคลองสามสาย คือ คลองปง คลองท่าหา และคลองท่าชาย ไหลมารวมกันที่หน้าหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า “คลองท่าดี” (ชื่อเดิมคือ คลองขุนน้ำ)

  • จุดที่สอง ลำคลองหนานหินท่าหา ฤดูท่องเที่ยวจะมีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านมาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน แต่ฤดูฝนเยี่ยงนี้ น้ำเยอะจนไม่กล้าเล่น

  • จุดที่สาม สะพานแขวน เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินของหมู่บ้านคีรีวง สะพานไม้สั้นๆ เชื่อมสองฝั่งคลองท่าหาเข้าด้วยกัน ยืนบนสะพานชมวิวขุนเขาและสายน้ำ ฟินนัก

  • จุดที่สี่ “ร้านกาแฟเพียรชม” อันนี้แนะนำเลยครับ ข้ามสะพานแขวนแล้วเดินเลี้ยวขวาไปนิดหนึ่ง เป็นร้านกาแฟริมคลองเล็กๆ ดูอบอุ่น เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวน่ารัก ช่างเจรจา ผมป้อนคำถามเธอมากมายเกี่ยวกับหมู่บ้าน เธอตอบกลับด้วยท่าทียิ้มแย้มและเป็นมิตร บอกเล่าเรื่องของชุมชนคีรีวงได้เป็นอย่างดี เธอต้อนรับผมด้วย ชาจีนหอมดอกมะลิ ชุ่มคอชื่นใจ แก้หนาวได้ดีนัก และตามมาด้วยชามะนาวหอมหวานกำลังดี มีเมนูทานเล่นอีกหลายอย่าง นอกจากนี้ชั้นบนของร้านกำลังจะเปิดเป็นห้องพัก ผมขออนุญาตเธอขึ้นไปชมห้องพัก ห้องขนาดกำลังดี มีห้องน้ำในตัว และมีระเบียงนั่งเล่นชมลำคลองได้ ถ้ามีโอกาสกลับมาอีกครั้งผมจะมาพักที่นี่แน่นอน
มื้อเย็นของผมสำหรับคืนแรก ฝนตกด้วยช่างฟินจริงๆ

มื้อเย็นวันนั้น ผมผูกปิ่นโตไว้กับโฮมสเตย์ เพราะอยากลองอาหารพื้นบ้านของที่นี่ แล้วก็ไม่ผิดหวัง แกงส้มรสจัดจ้าน ปลาทอด น้ำพริกผักสด และผัดผักท้องถิ่น อร่อยจนพุงกาง ก่อนอาบน้ำพักผ่อน ผมต้องทำใจอยู่สักพักกว่าจะตักน้ำเย็นๆ ในโอ่งรดตัวได้ วิถีชาวบ้านแท้ๆ ต้องแบบนี้สิ


เช้าวันใหม่ ฝนยังคงตกต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืน แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับผม จับจักรยานคู่ใจได้ ผมก็ปั่นไปเที่ยวตลาด จะไปดูวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นต้องมาตลาดเช้าครับ

  • จุดที่ห้า “ตลาดคีรีวง” เป็นตลาดเล็กๆ อยู่ริมถนนเส้นหลักของหมู่บ้านไม่ไกลจากสะพานคีรีวง มีทั้งของสดของแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน มีร้อยหมดร้อยครับ ของกินน่าทานทั้งนั้น ผมได้ลองสลัดแขกครั้งแรกในชีวิต

  • จุดที่หก สะพานข้ามคลองปง พ.ศ. 2560 เป็นสะพานปูนก่อสร้างใกล้จะแล้วเสร็จ อยู่ถัดจากจะพานคีรีวงไปอีกนิด ผมว่าตรงนี้จะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ของหมู่บ้านเลยล่ะ

  • จุดที่เจ็ด จุดชมวิวคลองสามสาย ผมไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไรดี เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นคลองสามสายมาบรรจบกัน ท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก มีสัญลักษณ์การรณรงค์เรื่องขยะไว้เตือนใจ (ถังขยะใหญ่มาก)

คีรีวงช่วงหน้าฝน ดูเหงา เศร้า เงียบสงบ เหมาะสำหรับการหลบลี้ผู้คนมาพักผ่อน ผมลาจากคีรีวงด้วยรถสองแถวเหมือนขามา เพื่อเข้าตัวเมืองนครฯ ฝนยังคงตกอย่างสม่ำเสมอไม่ขาดเม็ด ผมเข้าที่พักเกือบบ่าย 3 “วี เฮ้าส์ ณ คอน”


คืนที่สอง ณ “วี เฮ้าส์ ณ คอน”

เผ็ดแต่อร่อยบอกเลย!

วี เฮ้าส์ ณ คอน เป็นโรงแรม 2 ชั้นในตัวเมืองนครฯ ราคาหลักร้อย ห้องนอนกว้าง สะอาด ทำเลดีติดกับตลาดปิ่มเพชร หาของทานง่าย ผมพักที่นี่ 1 คืน พรุ่งนี้บ่ายก็บินกลับกรุงเทพฯ แล้ว บ่ายวันนี้ฝนก็ตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน ผมจึงเดินเที่ยวไปไม่ไกลโรงแรมนัก

  • ขนมจีน “ป้าเหนียง” ศาลาประตูหก ร้านขนมจีนธรรมดาๆ เป็นเต็นท์ผ้าใบตั้งอยู่หลังศาลาประตูหก แต่รสชาติไม่ธรรมดาครับ อร่อย และราคาถูกมาก จานละ 20 บาทเท่านั้น เครื่องเคียงมีให้เลือกหลายอย่างโดยไม่เสียเงินเพิ่ม ยกเว้นไข่ต้ม ตอนที่ผมไปทานเป็นช่วงเย็นมีแต่คนท้องถิ่นมาทานกันเต็มร้าน คงมีแต่ผมที่เป็นคนต่างถิ่น ผมจัดไป 2 จาน อิ่มแปล้ เดินแทบไม่ไหว
  • สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช ตั้งอยู่เยื้องกับศาลาประตูหก เป็นสวนสาธารณะ สำหรับเดินเล่น ออกกำลังกาย หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาล มีรูปหล่อของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชประดิษฐานไว้อย่างสวยงาม ผมมาถึงตอนเย็นได้ทันเห็นพระอาทิตย์กำลังตกอยู่ด้านขวามือของรูปหล่อ เป็นภาพที่สวยงามมาก

ตามตำนานของนครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เป็นปฐมกษัตริย์ต้นราชวงศ์ ปทุมวงศ์ แห่งอาณาจักร ตามพรลิงค์ ซึ่งเป็นผู้สร้างเมืองนครศรีธรรมราช

  • กำแพงเมืองเก่า อยู่รอบสวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช และฝั่งตรงข้าม
  • ศาลหลักเมือง เป็นอาคารสีขาว 5 หลัง สวยงามสง่ามากๆ ผมลองค้นข้อมูลดู เขาว่าเป็นการออกแบบให้คล้ายศิลปะสมัยศรีวิชัย หลังตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานของศาลหลักเมือง ส่วนอีก 4 หลังเป็นบริวารสี่ทิศ คือ ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระพรหมเมือง และศาลพรบันดาลเมือง
  • โรตีเมืองคอน ร้านดังๆ ผมไม่มีโอกาสได้ลอง แค่ร้านหน้าตลาดปิ่มเพชรในตอนหัวค่ำ ผมก็อร่อยไปทั้งคืนแล้ว
  • ร้านโกปี๊ ผมเลือกมาสาขาที่เทศบาลนครศรีธรรมาราช ช่วงสายของวันฝนตก คนไม่เต็มร้าน ยังมีที่นั่งว่างๆ ให้เลือกนั่งตามสบาย ขาหมูคือเมนูประทับใจผมที่สุด มันนุ่มเนียนลื่นลิ้น อย่างอื่นก็อร่อยครับ ไม่ผิดหวังที่เป็นร้านในตำนาน ผมเดินเล่นรอบร้านไปเจอจุดขายของที่ระลึก น่ารักน่าสอยมาเก็บมาก
  • วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชาวนครเรียกว่า วัดพระธาตุ มีโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมทรงลังกา (เจดีย์ทรงเดิมเชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย แต่พอเจดีย์เดิมทรุดโทรมลงจึงมีการสร้างเจดีย์รูปทรงปัจจุบันครอบไว้) มีจุดเด่นคือยอดเจดีย์เป็นทองคำแท้
ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ทำบุญที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ขอให้ร่ำให้รวยเด้อ

สนามบินนครศรีฯ ขากลับมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น นั่นคือ เค้าท์เตอร์บริการ Taxi meter แล้วนะครับ การเดินทางในเมืองนี้ ถ้าไม่เช่ารถขับ ก็สามารถใช้บริการแท็กซี่ได้ โดยต้องโทรเรียกเท่านั้น เพราะไม่มีแท็กซี่วิ่งไปมาเหมือนกรุงเทพ แต่ถ้าไม่เร่งรีบเกินไป แนะนำให้ใช้บริหารรถสองแถวแบบคนท้องถิ่นที่นี่ครับ

นครศรีฯ ในวันฝนพร่ำ ดูเหงาๆ แต่ก็เป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่แตกต่างไปอีกแบบของผม เมืองดูเงียบสงบ นักท่องเที่ยวไม่ขวักไขว่ ไม่ต้องรีบเร่ง ไม่ต้องแย่งชิง ดีต่อสุขภาพกายและใจ

“ความสุขสามารถถูกค้นพบ แม้ในเวลามืดมนที่สุดจนมองไม่เห็นใคร ถ้าเพียงแค่รู้จักเปิดไฟ…ในตัวเอง”

ค่าใช้จ่าย

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ – นครศรีธรรมราช ไทยไลอ้อนแอร์ 1200 บาท
  • ลีมูซีน สนามบินนครฯ ไปตัวเมือง 200 บาท
  • รถสองแถวไปคีรีวง ส่งถึงโฮมสเตย์ 40 บาท
  • เพ็ชรคีรีโฮมสเตย์ รวมอาหารเย็น 1 มื้อ 400 บาท
  • ค่าเช่าจักรยาน ปกติวันละ 50 บาท แต่ป้าเจ้าของบ้านใจดีครับ บอกว่าผมขี่แป๊บเดียว ไม่คิดสตางค์ผม ขอบคุณมากคร้าบ
  • รถสองแถวจากคีรีวง เข้าตัวเมือง 25 บาท
  • วี เฮ้าส์ ณ คอน ห้องมีหน้าต่าง 480 บาท
  • Taxi meter จาก วี เฮ้าส์ ณ คอน ไปร้านโกปี๊สาขาเทศบาล 60 บาท
  • Taxi meter จาก วี เฮ้าส์ ณ คอน ไปสนามบิน 160 บาท
  • ค่าอาหาร แล้วแต่ความจุกระเพาะครับ

Facebook Comments